หอฝิ่น เกิดขึ้นจากพระราชปรารภของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนี เมื่อครั้งเสด็จทอดพระเนตรบริเวณ สามเหลี่ยมทองคำ อันประกอบด้วยดินแดนของประเทศลาว พม่า และไทย ที่ชาวโลกรู้จักเพียงแค่เป็นที่ปลูกฝิ่น ผลิต และค้ายาเสพติดแหล่งใหญ่ อันเป็นเหตุให้เสียชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของประเทศ

จากการแก้ปัญหาเรื่องยาเสพติดของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ โครงการในพระราชดำริของพระองค์ ที่สามารถลดอุปทาน (supply) ของการผลิตและค้าฝิ่นที่ประสบผลสำเร็จอย่างดี จึงทรงมีพระราชดำริที่จะให้ประชาชนได้เรียนรู้เรื่องมหันตภัยอันเกิดจากฝิ่นและสารเสพติดเพื่อลดอุปสงค์ (demand) ของการใช้สารเสพติดทั้งปวงด้วย

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ดำเนินการตามพระราชปรารภ โดยจัดสร้างหอฝิ่น ในพื้นที่บริเวณบ้านสบรวก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยค้นคว้า รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับฝิ่น และสารเสพติดตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๗ เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ.๒๕๔๒ โดยตลอดระยะเวลา ๖ ปี ของการก่อสร้างก็ได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานในหลายมิติ จากทั้งในนประเทศ และต่างประเทศ ที่ให้การสนับสนุนด้านการจัดหางบประมาณ ด้านข้อมูล รูปภาพ วัตถุอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อการจัดแสดงนิทรรศการ

หอฝิ่นจึงเป็นดอกผลแห่งแรงบันดาลใจในการสืบสานแนวพระราชดำริของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สำเร็จเรียบร้อยสมบูรณ์ และเปิดให้สาธารณชนเข้าชมได้อย่างเป็นทางการ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๘

หอฝิ่น จัดแสดงเนื้อหาประวัติศาสตร์และพัฒนาการของฝิ่น และสารเสพติดที่ได้จากฝิ่น สงครามฝิ่น ที่ซับซ้อนอยู่ในทุกส่วนของโลกสารเสพติดอื่นๆ ผลกระทบของยาเสพติดต่อสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และต่อบุคคล ผู้เข้าชมได้มีปฏิสัมพันธ์ สัมผัสตระหนักถึงมหันตภัย เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อปัญหาจากฝิ่นและสารเสพติด ได้คุร่นคิดถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้และร่วมกันแก้หรือควบคุมปัญหายาเสพติด ตลอดจนนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง

หอฝิ่น จึงไม่ได้เป็นเพียงแหล่งเรียนรู้ให้ข้อคิดเท่านั้น ยังเป็นสื่อสัญลักษณ์สะท้อนอานุภาพแห่งพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงห่วงใยประชาชาติ และราษฎรไทยที่ต้องเผชิญภัยคุกคามจากยาเสพติด และได้ทรงทุ่มเทความพยายามแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง กระทั่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติและองค์การสหประชาชาติ ได้ลบชื่อประเทศไทยออกจากรายนามประเทศที่มีการปลูกฝิ่นติดอันดับโลกนับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๗ เป็นต้นมา

ภายในอาณาเขต ๒๕๐ ไร่ ของหอฝิ่น นอกจากอาคารที่จัดแสดงนิทรรศการยาเสพติด ที่เป็นหัวใจสำคัญแล้ว ยังมีศูนย์ประชุม และที่พักสำหรับให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปอีกด้วย

ฝิ่นเป็นตัวยาที่ได้จากพืชเก่าแก่ที่สุดตัวหนึ่งในประวัติศาสตร์ มีประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติมาเป็นเวลานานนับศตวรรษ โดยมีประสิทธิภาพในการลดความปวด แก้ท้องเสีย และลดอาการไอ และเป็นพืชชนิดเดียวที่อยู่ในยาแก้ปวดทุกชนิดที่ใช้กันจนทุกวันนี้ แต่ด้วยประสิทธิภาพอันทรงพลังในการกล่อมประสาท ฝิ่นจึงถูกนำมาใช้ในทางที่ผิด เพื่อเสพให้เคลิบเคลิ้มหลุดพ้นจากโลกของความเป็นจริง เกิดเป็นการค้าที่มีผลประโยชน์มหาศาล มีการผลิต การลักลอบค้าฝิ่นที่ทักละเข้ามาในดินแดนเอเชียและสยามประเทศ ก่อให้เป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกไปทั่วโลก

หอฝิ่น ณ อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ เชียงราย เป็นเสมือนประตูเปิดสู่โลกอันลึกลับของพืชชนิดพิเศษนี้ พื้นที่ ๕,๖๐๐ ตารางเมตร แสดงลำดับเรื่องราวของฝิ่น โดยเริ่มจากธรรมชาติวิทยาของฝิ่ทน การสืบประวัติการใช้ฝิ่นในยุคโบราณกลับไป ๕,๐๐๐ ปี ประวัติการแพร่กระจายของฝิ่นจากการค้าในสมัยจักรวรรดินิยม เหตุการณ์พลิกประวัติศาสตร์ที่สร้างความอดสูแก่ผู้ชนะและผู้แพ้ในสงครามฝิ่น อันนำไปสู่การล่มสลายของราชวงศ์แมนจู

นอกจากนี้ในหอฝิ่นยังมีเรื่องราวของปัญหายาเสพติดต่างๆ ที่เพิ่มความซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้น การค้ายาเสพติดเพื่อหาเงินทุนสำหรับการซื้ออาวุธและการทำสงครามล่อลวงให้เกิดการฉ้อราษฎร์บังหลวง ตอดจนพิษภัยจากการสูบฝิ่นและยาเสพติดชนิดอื่นๆ ตลอดจนรายละเอียดต่างๆ ของสนธิสัญญาฝิ่น กฎหมายเกี่ยวกับฝิ่น องค์กรที่แก้ปัญหานี้ มาตรการควบคุมและปราบปรามยาเสพติดและกรณีศึกษาที่นำเสนอทางเลือกและโอกาสที่จะต่อสู้กับความเย้ายวนจากสารเสพติด

นับแต่ก้าวแรกของ “อุมงคมุข” อุโมงค์แห่งกาลเวลาที่เจาะทะลุเนินเขาเข้าไปยังอาคารขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถมองเห็นจากภายนอก ผนังของทางเดินที่ยาว ๑๓๗ เมตร แสดงภาพของผู้คนที่กำลังทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสจากการตกเป็นเหยื่อของความชั่วร้ายของฝิ่นและสิ่งเสพติด

การจัดลำดับและเนื้อหาอย่างเป็นขั้นตอน เข้าใจง่าย ประกอบด้วยแสง สี เสียง เทคนิคต่างๆ ภาพถ่าย ภาพยนตร์ และวีดิทัศน์ ตลอดจนการแสดงอุปกรณ์การสูบและขายฝิ่น ซึ่งได้รวบรวมจากหลายประเทศทั่วโลก จะนำผู้เข้าชมนิทรรศการสู่อีกมิติของกาลเวลา นำพาสูการเรียนรู้และชวนขบคิดอย่างแท้จริง

หอฝิ่นได้รับรางวัล PATA Gold Award ในสาขาแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้จากสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (PATA) ในปี พ.ศ.๒๕๔๗ และรางวัลดีเด่นในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเพื่อนันทนาการ (The 6th Thailand Tourism Award 2006) จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เมื่อพ.ศ.๒๕๔๙ และยังเป็นที่กล่าวขวัญว่า เป็นนิทรรศการที่จัดแสดงได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยและของเอเชีย

 

Ongfong
at  / by

Written by