ทำไมต้องกาแฟ? เพราะกาแฟเป็นต้นไม้ที่เหมาะแก่การเพาะปลูกบนที่สูงที่มีปริมาณน้ำฝนราว 1,600-2,100  มิลลิเมตรต่อปีและได้รับแสงแดดที่ไม่จัดเกินเพื่อสร้างความชื้นที่เหมาะสม กาแฟจึงเหมาะแก่การเพาะปลูกบนกับพื้นที่แถบนี้ แรกเริ่มบนดอยตุงนั้นมีการปลูกต้นสนมาก่อน เมื่อถึงคราวปลูกกาแฟ ร่มเงาของต้นสนจะช่วยบังแดดให้ต้นกาแฟในเวลากลางวันได้เป็นอย่างดี ต้นกาแฟเป็นต้นที่เลี้ยงไม่ยากจนเกินไป แม้ต้นกาแฟบางต้นอาจให้ผลผลิตน้อยแต่ก็สามารถอยู่รวมกับต้นไม้พันธุ์อื่นๆ ได้ นั่นจะทำให้เราได้ป่าเพิ่ม ต้นกาแฟให้ผลผลิตปีละราว 2-3 ครั้งต่อปีขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝน และยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่ตลาดเปิดรับทั้งปี

เมล็ดกาแฟหรือที่เราเรียกว่าเชอรี่ เมื่อสุกแล้วจะมีสีแดงก่ำสวยงาม และเราจะใช้วิธีเด็ดแต่ละเมล็ดที่สุกแล้วลงตะกร้า เพราะถ้าหากเราใช้วิธีรูดอาจทำให้เมล็ดช้ำและสูญเสียรสชาติไปได้ กรรมวิธีการคั่วกาแฟก็ไม่ได้ยุ่งยากเสียจนต้องเรียกหานักวิทยาศาสตร์ เพียงแต่ต้องมีเครื่องมือที่เหมาะสม เมื่อเก็บเมล็ดเชอรี่มาได้จึงนำล้างให้สะอาด ก่อนไปเข้าเครื่องสีเพื่อลอกเปลือกออกให้เหลือแต่เมล็ดข้างในหรือที่เราเรียกว่ากาแฟดิบ แล้วจึงนำไปแช่น้ำเพื่อให้เมือกที่คลุมอยู่หลุดลอกออกหมด เสร็จแล้วเราจึงนำมาตากให้แห้ง ซึ่งขั้นตอนนี้จะต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะเป็นการง่ายที่เมล็ดกาแฟจะมีเชื้อรา อีกทั้งการตากในความร้อนที่สูงเกินไป ก็จะทำให้เมล็ดกาแฟมีความเปรี้ยว เมื่อเมล็ดกาแฟแห้งแล้ว จึงนำมาเข้าเครื่องคั่วจนเมล็ดกาแฟสีเขียวอ่อนกลายเป็นสีน้ำตาลหรือสีดำ แล้วแต่เราต้องการ

วินาทีที่เมล็ดกาแฟไหลออกมาจากเครื่องคั่ว เปรียบเสมือนสิ่งที่นักดื่มกาแฟตั้งหน้าตั้งรอจะกินให้ได้ซะเดี๋ยวนั้น แต่ว่าเราควรจะพักเมล็ดกาแฟนั้นไว้สัก 3-4 วัน เพื่อให้แก๊สจากการคั่วเมล็ดกาแฟจางไปเสียก่อน หากเรานำมาบดแล้วต้มกาแฟทันที ตัวกาแฟจะมีรสออกเปรี้ยวและกลิ่นกาแฟจะถูกกลบด้วยกลิ่นแก๊สจางๆ เมื่อเราพักไว้ครบกำหนด ให้นำเมล็ดกาแฟมาบดแบบหยาบ เพื่อให้มีพื้นที่ว่างระหว่างเมล็ดมาก จะช่วยให้กาแฟระบายแก๊สออกมาได้ดี กาแฟที่เพิ่งคั่วสดใหม่จะมีฟองแก๊สเล็กน้อยเวลาเราชง แต่ถ้าหากกาแฟที่เราชงไม่มีแก๊สเลยก็อาจแปลได้ว่าเมล็ดกาแฟที่เรานำมาใช้ถูกเก็บไว้นานเกิน กาแฟของดอยตุงใช้กาแฟสายพันธุ์อราบิก้าที่ดูแลอย่างพิถีพิถันทุกขั้นตอนตั้งแต่ปลูกจนถึงการบรรจุ ให้รสชาติหอม กลมกล่อม อีกทั้งมีบอดี้ปานกลาง สามารถนำไปชงกาแฟได้หลากหลาย

ปัจจุบันนี้การทำกาแฟก็มีหลายรูปแบบ รูปแบบที่เรากล่าวไปข้างต้นคือแบบ Wash ก็คือการแช่น้ำ มีอีกชนิดที่เรียกว่า Honey นั่นคือการนำเมล็ดกาแฟที่เมือกหุ้มอยู่มาตากแดดเลย เมือกนั้นจะซึมเข้าสู่เมล็ด ทำให้กาแฟมีความหอมหวานมากกว่าปกติ และอีกวิธีที่ยากที่สุดคือแบบ Dry การตากทั้งเปลือกเชอรี่ที่จะทำให้คุณได้สัมผัสถึงธรรมชาติของกาแฟซึ่งนิยมทำกับกาแฟสายพันธุ์โรบัสต้า แต่วิธีนี้ก็เป็นวิธีที่เสี่ยงที่สุดเช่นกันที่เมล็ดกาแฟจะโดนเชื้อราเล่นงาน

 

webmaster
at  / by

Written by