“การกระทำเพราะเป็นหน้าที่ พิสูจน์แล้วว่าไม่ยั่งยืน” เป็นคำกล่าวของหม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานคณะกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานกรรมการสถาบันการส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ ในการแถลงข่าวประจำปี 2561 ของสถาบันการส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ ที่โรงแรมมณเฑียรเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2561 ซึ่งการดำเนินงานด้วยความร่วมแรงร่วมใจกันใน 7 พื้นที่ในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็น น่าน อุดรธานี เพชรบูรณ์ กาฬสินธุ์ อุทัยธานี ขอนแก่น และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้คือยะลา นราธิวาส ปัตตานี ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ สามารถสร้างรายได้และอาชีพให้กับชาวบ้านโดยยึดหลักศาสตร์ของพระราชา ตำราแม่ฟ้าหลวง เป็นหลักการพัฒนาอย่างครบวงจร เริ่มจากรับรู้ปัญหาและความต้องการของชุมชน ตามด้วยการกระตุ้นให้เกิดการแก้ไขและสร้างการเปลี่ยนแปลงโดยดึงภาคีต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม แต่ทั้งหมดต้องเกิดจากความสมัครใจของชาวบ้าน “ต้องระเบิดจากข้างใน” และไม่ได้เป็นการให้เปล่า ชาวบ้านต้องลงแรงเองเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ คุณสมบัติของคนที่เข้าร่วมโครงการแล้วประสบความสำเร็จต้องซื่อสัตย์สุจริต กล้าคิด กล้าทำ และขยันขันแข็ง ที่สำคัญนอกจากทำเรื่องน้ำและการถ่ายทอดความรู้แล้ว ก่อนที่จะให้ชาวบ้านปลูกอะไรต้องมีการสำรวจตลาดว่ามีตลาดไหม ต้องวางแผนก่อนให้ชาวบ้านเดินหน้า รวมทั้งหลักการที่ใช้ “ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก” ซึ่งเป็นตำราของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ก็ถูกนำมาใช้ด้วย

ในการสร้างความยั่งยืนให้ชาวบ้านสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองเป็น หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ได้พูดถึงเรื่อง SE นี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า SE ต้องมี 2 ตัว ตัวแรกคือ Social Enterprise ตัวที่สองคือ Sufficiency Economy หรือเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งตัวที่สองนี้สำคัญ ดังนั้นจึงต้องมี SE ทั้งสองตัวจึงจะสำเร็จได้

ถ้าถามว่าจะวัดความยั่งยืนจากไหน หม่อมราชวงศ์ดิศปนัดดากล่าวว่าเราวัดได้จากเมื่อเราช่วยเขาแล้วเราออกมา ถ้าเขายังอยู่ไม่ได้ ก็แปลว่าไม่ยั่งยืน การยั่งยืนมี 3 ระดับ คือ อยู่รอด อยุ่อย่างพอเพียง สุดท้ายคืออยู่ได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร

เสียงสะท้อนจากชาวบ้านภาคต่างๆ ที่มาร่วมเสวนา นับว่าเป็นสิ่งยืนยันถึงความสำเร็จของโครงการได้เป็นอย่างดี ทั้งในเรื่องอาชีพ ความเป็นอยู่ และที่สำคัญที่สุดคือความสุขของชาวบ้านนั่นเอง

webmaster
at  / by

Written by