โรงทอผ้าของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มีมาตั้งแต่ปี 2536 โดยแรกเริ่มมีคนทอผ้าเพียง 7 คนเท่านั้น ถ้าหากย้อนกลับไปในสมัยเริ่มโครงการพัฒนาดอยตุงฯ คนส่วนใหญ่จะใช้แรงงานในการทำไร่ ทำสวน ปลูกป่า อาสาสมัครส่วนมากที่เข้าร่วมจึงเป็นผู้ชาย การก่อตั้งโรงทอผ้าขึ้นมาจึงเปรียบเสมือนการสร้างการมีส่วนร่วมให้กับผู้หญิงทุกวัย

ก่อนหน้าที่จะมีโครงการเกิดขึ้น ชาวเขาเผ่าต่างๆ เช่นชาวไทลื้อ ไทใหญ่ ไทลั้ว ชาวจีน มีวิถีชีวิตแบบผู้หญิงอยู่เหย้าเฝ้าเรือน ส่วนผู้ชายออกไปทำไร่ทำสวน หรือเก็บของป่า ผู้หญิงที่อยู่บ้านก็จะทอเสื้อผ้าใส่เอง บ้านหลายหลังมี ‘กี่กระตุก’ เพื่อใช้ในการทอ หากทอเหลือก็จะนำไปขายโดยผ่านพ่อค้าคนกลางที่เข้ามารับซื้อก่อนนำไปขายต่ออีกที ดังนั้นผู้หญิงเหล่านี้จะมีความชำนาญทางด้านงานฝีมือ ไม่ว่าจะเป็นงานทอหรืองานปักลวดลายต่างๆ เพียงแต่เครื่องมือที่ใช้อาจไม่เอื้ออำนวย และราคาที่พ่อค้าขึ้นมารับซื้อก็ยังไม่เป็นธรรม

โรงทอแห่งนี้จึงเปรียบเสมือนตัวเชื่อมระหว่างระบบเศษฐกิจและชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านมีค่าตอบแทนที่เหมาะสม และยังได้ใช้ประโยชน์จากฝีมือที่ชำนาญ โรงทอแห่งนี้เป็นศูนย์รวมของผู้หญิงทุกวัย คนที่อายุมากก็ทำหน้าที่ปั่นด้าย อายุกลางๆ ก็ทอผ้า ส่วนคนอายุน้อยก็สามารถทำได้ตั้งแต่เรื่องการออกแบบ เย็บ หรือการตรวจมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ทำให้ทุกช่วงวัยมีรายได้เป็นของตัวเองโดยไม่ต้องรบกวนคนในครอบครัวหรือคนอื่นๆ แม้การปั่นด้ายเองจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการรับซื้อจากข้างนอก แต่ทางมูลนิธิมีความต้องการที่จะพัฒนาคนและสร้างคนควบคู่ไปกับการสร้างระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

ยิ่งไปกว่านั้น การได้ทำงานกับแบรนด์ IKEA ที่ร่วมมือกันมาตั้งแต่ปี 2007 ถึงปัจจุบัน ทำให้มาตรฐานของโรงทอยกระดับขึ้นไปอีกขั้น เพราะอีเกียได้ส่งเจ้าหน้าที่มาอบรม และตรวจสอบมาตรฐานทุกขั้นตอนเพื่อให้สินค้าที่ออกไปมีมาตรฐานเทียบเท่าสากล นั่นจึงทำให้สินค้าหัตถกรรมของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ โดยสินค้าส่วนใหญ่เป็นเครื่องเซรามิก ผ้าปูโต๊ะ ปลอกหมอน ที่รองแก้ว โดยแทบจะผลิตทุกขั้นตอนด้วยมือ

ปัจจุบันโรงทอผ้ามีพนักงานทั้งหมด 125 คน และยังคงเป็นหนึ่งในธุรกิจเพื่อสังคมในการสร้างความยั่งยืนให้ชุมชนสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง

 

webmaster
at  / by

Written by