ย้อนกลับไปเมื่อราว 200 ปีที่แล้ว ในศตวรรษที่ 18 โลกเราได้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้น ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงระบบการผลิตไปอย่างสิ้นเชิง จากเสื้อผ้าที่เคยเย็บด้วยมือ ก็ถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักร การเดินทางด้วยรถม้า ก็ถูกแทนที่ด้วยรถไฟ ฟังดูแล้วก็รู้สึกว่าเทคโนโลยีนั้นทำให้เรามีชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน การพัฒนาที่ใช้ทรัพยากรปริมาณมหาศาล ก็นำภัยมาสู่พวกเราด้วยเช่นกัน

คำที่เราได้ยินกันอย่างคุ้นหู ‘การพัฒนาอย่างยั่งยืน’ ก็เกิดขึ้นมา ตามแก้ปัญหาต่างๆ ที่ค้างคามาหลายสิบปี บ้างสำเร็จ บ้างก็อยู่ในระหว่างดำเนินการ แต่อย่างน้อยทุกคนก็ยังตระหนักถึง เพราะต่างเห็นพ้องต้องกันว่าหากปล่อยไว้ ลูกหลานเราในอนาคตจะอยู่กันอย่างไร หากโลกเรายังใช้ทรัพยากรกันแบบนี้ ซึ่งนอกจากเราจะหว่านเมล็ดพันธุ์เพื่อปลูกป่าแล้ว เราต้องหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความรู้เพื่อปลูกสร้างคนรุ่นใหม่ด้วย

ในตำราฝรั่ง ‘การพัฒนาอย่างยั่งยืน’ นั้นยึด 3 หัวข้อหลัก ซึ่งก็คือเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทั้งสามเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คาบเกี่ยวกันเสมอในหลักการพัฒนา เศรษฐกิจ คือการสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอให้ผู้คนในพื้นที่ สังคม คือคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในทุกด้าน และสิ่งแวดล้อม คือการไม่เบียดเบียนธรรมชาติ

หากแต่ปัญหาทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นจากคน เพราะฉะนั้นหากเราจะแก้ก็ต้องเริ่มที่คน ถ้าเราไปเริ่มต้นที่การแก้ปัญหาทีละเรื่องตาม 3 หัวข้อด้านบนตามตำราฝรั่ง เมื่อทีมพัฒนาออกจากพื้นที่ไปแล้ว ไม่มีใครการันตีได้ว่าสิ่งที่พวกเขาทำไว้จะยังคงอยู่ เราไปปลูกป่าให้ชาวบ้าน แต่เราเคยถามไหมว่าเขาอยากได้ป่าเพิ่มแต่ต้องเสียพื้นที่ทำการเกษตร ไม่ช้าก็เร็ว ต้นไม้ที่ปลูกไว้ก็ต้องโดนโค่นทิ้ง เพราะรายได้ไม่พอรายจ่าย ป่วยก็ไม่มีโรงพยาบาล เป็นหนี้เป็นสินเพราะไปกู้ยืมมา ชีวิตก็วนเวียนอยู่เท่านี้ แล้วมันจะไปถึงเป้าหมายอย่างคำว่า ‘การพัฒนาอย่างยั่งยืน’ ได้จริงหรือ?

การทำงานกับคนเป็นอะไรที่ยากที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็ลึกล้ำที่สุด จากตำราฝรั่งเมื่อปรับมาเป็น ‘ตำราแม่ฟ้าหลวง’ คำถามนั้นจึงถูกถามใหม่ เปลี่ยนเป็นคำที่เข้าใจง่าย คือ ‘ทำแล้วชาวบ้านได้อะไร?’ คำถามนี้กลายเป็นตัวชี้วัด ว่าสุดท้ายสิ่งที่ทีมพัฒนาทำลงไป มันลึกจนถึงรากเหง้าของปัญหาแล้วหรือยัง แล้วสามารถแก้ปัญหาได้จริงไหม หรือว่าแค่ทำไปเพราะทำตามตำรา

ที่ต้องพูดแบบนี้เพราะตำราฝรั่งเอาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเป็นตัวตั้ง แต่ตำราแม่ฟ้าหลวงนั้นเอา ‘คน’ เป็นตัวตั้ง ผลลัพธ์เหมือนกัน แต่ตัวแปรไม่เหมือนเดิม ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องที่ผิดแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องมีการปรับใช้ ให้เข้ากับภูมิสังคมของพื้นที่นั้น

การที่เราจะพัฒนาคนให้เขาได้ใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีไม่ได้สร้างด้วยการอบรมในเวลา 1 วัน แต่อาจยาวนานถึง 1 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี เป็นงานที่ต้องใช้เวลาในการรดน้ำ ดูแล กว่าต้นกล้าแห่งภูมิปัญญาจะงอกงาม ซึ่งเมื่อต้นกล้ากลายเป็นต้นไม้ใหญ่ รากหญ้ากลายเป็นรากแก้ว ต้นไม้สูงใหญ่เหล่านั้นก็จะสร้างเมล็ด สร้างต้นกล้าใหม่ต่อไป

สำหรับตำราแม่ฟ้าหลวง การพัฒนามี 3 ระดับ คือ การอยู่รอด อยู่อย่างพอเพียง และอยู่อย่างยั่งยืน อยู่รอดคือ กลับบ้านมาวันนี้ ฉันจะต้องมีข้าวกิน อยู่อย่างพอเพียง คือ อยู่ได้โดยไม่เดือดร้อน ไม่รบกวนคนอื่น และอยู่อย่างยั่งยืน คือ มีการต่อยอดองค์ความรู้ พร้อมทั้งส่งต่อให้กับคนรุ่นต่อไปได้อย่างครบถ้วน นั่นแปลว่าเราต้องสร้างเป้าหมายทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อแก้ปัญหาไปทีละขั้นตอน โดยมีคนเป็นจุดศูนย์กลาง และการสร้างความเชื่อมั่นกับคนในพื้นที่

 

 

เมื่อ 30 ปีที่แล้วมีคนหนึ่งคนลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงดอยตุงในวันที่ควรจะพักผ่อนเพราะชราภาพมากแล้ว

เมื่อ 30 ปีที่แล้วดอยตุงมีปัญหาเรื่องยาเสพติด การค้ามนุษย์ และกองกำลังติดอาวุธ

เมื่อ 30 ปีที่แล้วคนบนเขาไม่มีจะกิน ป่าก็ไม่เหลือให้ถาง

 

งานพัฒนา ไม่ใช่งานที่คุณจะสามารถให้เงินกับโครงการแล้วจบ แต่เป็นงานที่คุณต้องเข้าไปคลุกคลีกับปัญหา สร้างความเชื่อมั่นกับคนในพื้นที่ และเป็นตัวเชื่อมระหว่างสินค้าท้องถิ่นกับระบบเศรษฐกิจหลัก เป็นงานที่ต้องใช้เวลา ต้องเสียสละทั้งแรงกายและแรงใจเป็นอย่างมาก

วันแรกที่เจ้าหน้าที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เข้าไปทำงานในพื้นที่ ชาวบ้านต่างก็หวาดกลัวว่าจะมาจับเขาหรือเปล่า เพราะต่างคนต่างทำอาชีพผิดกฏหมาย สัญชาติก็ไม่มี คำมั่นสัญญาจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะถ้าสัญญาแล้วทำไม่ได้ ความเชื่อใจย่อมไม่เกิด จะขยับเขยื่อนเคลื่อนตัวไปข้างหน้าก็ทำได้ลำบาก 30 ปีที่ผ่านมาจึงถือเป็นบทเรียนสำคัญ หากเปรียบเทียบเป็นอายุคน คนที่อายุ 30 ปี ก็มีประสบการณ์พอสมควร สามารถทำอะไรหลายอย่างได้ด้วยตัวเอง แต่ก็ยังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้อีกเยอะ และทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เอง ก็เปรียบเสมือนหนังสือเล่มหนึ่งที่ต้อนรับผู้อ่านทุกท่านให้ร่วมเดินทางหาคำตอบไปด้วยกัน

มาถึงวันนี้ ‘ตำราแม่ฟ้าหลวง’ และ ‘ดอยตุงโมเดล’ ถูกนำไปปรับใช้กับพื้นที่ประสบภัยตามที่ต่างๆ มากมาย และได้รับการยอบรับบนเวทีระดับนานาชาติ มีหน่วยราชการและเอกชนหลายพันคนต่อปีทั้งในและต่างประเทศเข้ามาศึกษาดูงาน เมื่อลองกลับไปมองที่คำถาม ว่า ‘การพัฒนาอย่างยั่งยืน’ คืออะไร เราเชื่อว่านอกจากเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมแล้ว รอยยิ้มและความสุขของผู้คนในพื้นที่ ก็คงจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุด

 

 

 

 

Ongfong
at  / by

Written by