ชาวอาข่า อาศัยอยู่มากทางภาคเหนือของประเทศไทย และมากสุดในจังหวัดเชียงราย ชาวอาข่าขึ้นชื่อว่าเป็นชนเผ่าที่ขยันใช้เวลาส่วนใหญ่ทำงานมากกว่าอยู่บ้าน และชาวอาข่ารุ่นใหม่มักกระจายไปทำงานในหลายพื้นที่ ในหลายสาขาอาชีพ จนเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ใหม่จากชนเผ่าเกษตรกรรม เป็นชนเผ่าที่สร้างนวัตกรรมต่างๆ หากยังคงไว้ซึ่งขนบธรรมเนียม ประเพณี ที่ส่งต่อกันมาข้ามรุ่น จนทำให้ชาวอาข่ายังสามารถสืบทอดวิถีชีวิตได้อย่างแน่นหนา ตามตำนานความเป็นอาข่าซึ่งสืบสานตกทอดกันมายาวนาน

 

“ลาหู่” แปลตรงตัวได้ว่า “พรานป่า” ด้วยวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เป็นนักล่าสัตว์ที่ขึ้นชื่อว่าว่องไว เป็นนักสู้ที่กล้าหาญ ใช้ชีวิตสอดประสานกับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน ความสัมพันธ์ของชาวลาหู่กับธรรมชาตินั้นไม่ได้เพียงแค่เป็นสังคมที่พึ่งพิงเกษตรกรรมในการยังชีพ หรือบ้านเรือนที่สร้างจากวัสดุธรรมชาติเท่าที่จำเป็น หากยังสะท้อนผ่านตำนานที่ผู้เฒ่าเล่าขานว่าชาวลาหู่นั้นถือกำเนิดมาจากน้ำเต้า และเรื่องเล่าอีกมากมายที่สะท้อนความผูกพันที่ใกล้ชิดระหว่างชาวลาหู่และธรรมชาติ

 

ชาวลื้อ หรือไตลื้อ มีวิถีชีวิตใกล้เคียงกับชาวไทยล้านนา ในความเป็นพุทธศาสนิกชนที่เคร่งครัด ความสามัคคีของชุมชนรวมทั้งบ้านเรือนที่สะท้อนถึงความ อ่อนโยนในการใช้ชีวิต มีการพึ่งพาอาศัยกันในชุมชน เช่น การสร้าง “ปุ้มปุ๊ก” บ่อน้ำล้างเท้าก่อนขึ้นบ้าน, “เติ้น” ชานรับรองแขก, หรือ “ฮ้านน้ำ” จุดเติมน้ำสำหรับผู้ผ่านไปมา รวมถึงความศรัทธาในพุทธศาสนา ที่มีความสำคัญต่อทั้งวิถีชีวิต ประเพณี หรือแม้กระทั่งงานศิลปะ ที่ขึ้นชื่อว่าประณีต ละเอียดลออ เช่น ลายผ้าทอที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชน หรือการแต่งกายที่ยังนิยมสวมชุดแบบชาวไตลื้อแบบดั้งเดิมจนถึงปัจจุบัน

 

ชาว “ลัวะ” (ลั้ว) เรียกอีกชื่อว่า “ละว้า” มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ในล้านนา ชาวลัวะนับถือศาสนาพุทธควบคู่การนับถือผีมาแต่ไหนแต่ไร และมีความเชื่อในผีบรรพบุรุษ รวมถึงผีที่สิงสถิตอยู่ในธรรมชาติ ลักษณะที่อยู่อาศัยของชาวลัวะนั้น ยังสะท้อนความเชื่อเรื่องผีสางได้อย่างชัดเจน เช่น การประดับบ้านด้วย “เกอวละ” หรือกาแลที่ไขว้กันเป็นหน้าจั่วคล้ายกับบ้านของชาวไทยภาคเหนือ ที่มีความเชื่อว่าเป็นเครื่องรางในการปกป้องบ้านเรือน รวมถึงการมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตามแต่ละหมู่บ้านเพื่อประกอบพิธีกรรมตามฤดูกาล เพื่อเซ่นไหว้ผีในธรรมชาติ ทั้งสถาปัตยกรรม และพิธีกรรมในชีวิตประจำวันนั้นล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อของชาวลัวะในเรื่องของจิตวิญญาณธรรมชาติ

 

ชาวไทใหญ่ หรือเรียกอีกชื่อว่า ไตใหญ่ ตามที่มาของที่ตั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในรัฐฉาน ที่อยู่ติดกับภาคเหนือของประเทศไทย ประเพณีของชาวไทใหญ่ส่วนมากได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนา ผสมผสานกับฤดูกาลเกษตรกรรม เช่น งานปอยส่างลอง และรำนกรำโต ที่เป็นไปเพื่อความสมบูรณ์พูนสุขของผู้คนในชุมชน นอกจากนั้น ความเชื่อทางศาสนาพุทธยังสะท้อนผ่านความเรียบง่ายของอาคารบ้านเรือน ที่มักเป็นใต้ถุนเรือนเตี้ยตามความพอเพียงในการใช้งานของคนในครัวเรือนนั้นๆ รวมทั้งลักษณะนิสัยของผู้คนชาวไทใหญ่ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ที่มีความอ่อนโยน รักสงบ โอบอ้อมอารี

 

ชาวจีนยูนนาน ส่วนหนึ่งคือชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยหลังสงคราม และอีกส่วนคือชาวจีนจากมณฑลยูนนานตอนใต้ของจีนที่เดินทางเข้ามาค้าขายในประเทศไทย ชาวจีนยูนนานมักอาศัยกันเป็นกลุ่ม ไม่ค่อยปะปนกับชนชาติอื่นๆ ขึ้นชื่อในความซื่อสัตย์ ความเฉลียวฉลาด ขยันทำงาน เคร่งครัดต่อประเพณี การที่อาศัยกันเป็นกลุ่ม ทำให้ชาวจีนยูนนานรักษาขนบธรรมเนียมของตนเองได้อย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ใด เช่น การเซ่นเจ้า บูชาบรรพบุรุษ ธรรมเนียมปฏิบัติที่พบเห็นได้ชัดในสังคมชาวจีนหลายชุมช

kao
at  / by

Written by