ถอดบทเรียน “Zero Waste”
“โครงการพัฒนาดอยตุงฯ” & “หมู่บ้านคามิคัทซึ”
2 ชุมชน 2 ต้นแบบ สู่เป้าหมายเดียวกัน

คนไทยสร้างขยะกันทุกวัน แต่ความสามารถในการจัดการขยะมีไม่ถึง 70 % ของขยะทั้งหมด ส่งผลให้ประเทศไทยเกิดปัญหาขยะตกค้างปริมาณมาก ปริมาณขยะมูลฝอยเพิ่มขึ้นจากเมื่อ 10 ปีก่อนกว่า 3 ล้านตัน ทว่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้ดำเนินงานพัฒนาทางเลือกที่ยั่งยืน จึงมีนโยบาย “Zero Waste to Landfill” ตั้งแต่ปี 2561 ในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย จนประสบผลสำเร็จ สามารถลดปริมาณขยะเหลือทิ้งลงสู่บ่อฝังกลบให้เป็นศูนย์เป็นผลสำเร็จเมื่อปี 2561

แต่ความสำเร็จไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังคงศึกษาองค์ความรู้ใหม่ๆ และหลากหลายเพื่อนำมาปรับใช้ในพื้นที่ โดยที่ผ่านมา คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ไปศึกษาดูงานที่ คามิคัทซึ (Kamikatsu) เมืองขนาดเล็กของญี่ปุ่น ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองรักษาสิ่งแวดล้อมที่ให้ความสำคัญกับการจัดการขยะจนโด่งดังไปทั่วโลก

ทั้งนี้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เป็นองค์กรที่ดำเนินงานด้านการพัฒนาทางเลือกที่ยั่งยืนผ่านการดำเนินธุรกิจเพื่อสังคมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดำเนินงานตามแนวทาง “ใช้น้อย” คือ ลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล และ “ปล่อยน้อย” คือลดการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม ในปี 2563 มีเป้าหมายที่จะเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ โดยการชดเชยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ปล่อยทั้งหมด ด้วยคาร์บอนเครดิตที่จะได้ในปี 2563 จากการดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) ในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ซึ่งกิจกรรมทั้งหมด เกิดขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจของชุมชนและโครงการฯ

***Zero Waste to Landfill
ที่ผ่านมา โครงการพัฒนาดอยตุงฯ มีปัญหาเรื่องการจัดการขยะไม่ต่างจากพื้นที่อื่นๆ ในประเทศ และด้วยภูมิประเทศที่อยู่บนดอยสูงยิ่งเป็นอุปสรรคด้านการขนส่งที่แตกต่างจากชุมชนในพื้นที่ราบทั่วไป

จากการศึกษาพบว่าขยะที่ย่อยสลายได้ เช่น เศษอาหาร เมื่อถูกทิ้งแล้วนำไปจัดการด้วยการฝังกลบลงดิจะไม่กลายเป็นปุ๋ย แถมยังส่งผลกระทบอย่างร้ายแรง เพราะบ่อขยะเกือบทั้งหมดเป็นการหมักแบบไร้อากาศ เศษอาหารจะย่อยสลาย และปล่อยก๊าซมีเทนออกมา ส่งผลให้เกิดสภาวะโลกร้อนรุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 25 เท่า ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการจัดการขยะอย่างถูกวิธี

จากปัญหาดังกล่าว จึงเกิดการบริหารจัดการขยะ ในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา โดยมีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณขยะเหลือทิ้งลงสู่บ่อฝังกลบให้เป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill)

***จากจุดเล็กๆ สู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่
โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ได้นำร่องการจัดการขยะ และพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็น ศูนย์การเรียนรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นพื้นที่ทดลองทำจริงให้เกิดผล แล้วเผยแพร่ให้ความรู้เรื่องการจัดการขยะและแปลงขยะให้เป็นรายได้ อีกทั้งใสปี 2563 ยังเริ่มขยายผลไปยังชุมชนและโรงเรียนในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เพื่อแก้ไขปัญหาขยะ และนำขยะมาใช้เกิดประโยชน์สูงสุด

เบื้องหลังความสำเร็จของการแยกขยะของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ คือ ความร่วมมือร่วมใจกันของพนักงานทุกคนที่ปฏิบัติตามหลักการแยกขยะแบบแบ่งตามการใช้ประโยชน์ เพื่อไม่ให้ขยะจำนวนมากตกเป็นภาระหนักของคนที่รออยู่ปลายทางเพียงไม่กี่คน

ศูนย์การเรียนรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม บริหารจัดการแยกขยะที่ส่งมาจากส่วนสำนักงาน โรงงาน ห้องอาหารและขยะจากสถานที่ท่องเที่ยวภายในโครงการฯ โดยมีหลักการแยกขยะตามการใช้ประโยชน์ 6 ประเภท ได้แก่
1. ขยะย่อยสลายได้ เช่น เศษอาหาร เศษผัก เปลือกกาแฟเชอร์รี่ ฯลฯ จัดการนำไปทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยไส้เดือน น้ำหมัก EM ผลิตอาหารของหนอนแมลงวันลาย และอาหารสัตว์ ซึ่งส่วนนี้สร้างรายได้รวมกว่า 436,600 บาท/ปี
2. ขยะขายได้ เช่น แก้ว จานพลาสติก กระดาษ โลหะ ฯลฯ จัดการโดยการคัดแยก รวบรวมแล้วนำไปจำหน่าย
3. ขยะเปื้อน เช่น พลาสติกที่เปื้อนอาหาร ฯลฯ จัดการโดยนำมาล้าง ปั่นแห้ง แล้วนำไปจำหน่าย
4. ขยะพลังงาน เช่น เศษด้าย เศษกระดาษ วัสดุเหลือทิ้ง กะลาแมคคาเดเมีย ฯลฯ จัดการโดยนำไปเผาเป็นพลังงานความร้อนเพื่อใช้ในโรงงาน
5. ขยะอันตราย เช่น กระป๋องสเปรย์ ถังสี ถ่านไฟ แบตเตอรี่ ฯลฯ จัดการโดยการจัดเก็บไม่ให้รั่วไหล ก่อนนำส่งบริษัทรับกำจัดขยะอันตรายที่ได้มาตรฐาน
6. ขยะห้องน้ำ เช่น ทิชชู ผ้าอนามัย ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ฯลฯ จัดการโดยนำไปกำจัดในเตาเผาขยะมลพิษต่ำ

ถึงการจัดการขยะด้วยวิธีการคัดแยกด้วยคนจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการจัดการขยะแบบทิ้งในบ่อฝังกลบ แต่มีประโยชน์ คือ ไม่สร้างปัญหามลพิษจากขยะที่มีจำนวนมากขึ้น เกิดการจ้างงาน และยังสามารถพัฒนาขยะบางอย่างไปเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

จากการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ในปี 2561 โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ประสบความสำเร็จ และสามารถลดปริมาณขยะเหลือทิ้งลงสู่บ่อฝังกลบให้เป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) ได้ในที่สุด

***คามิคัทซึ ต้นแบบเมืองปลอดขยะของญี่ปุ่น
คามิคัทซึ เป็นเมืองชนบทเล็กๆ ในหุบเขาที่ชื่อคามิคัทซึ อยู่ทางตอนกลางของจังหวัดโทคุชิมะ บนเกาะชิโกกุ ประเทศญี่ปุ่น และได้รับการยอมรับให้เป็นต้นแบบการจัดขยะโดยชุมชนที่เข้มแข็งที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

หมู่บ้านคามิคัทซึมีพื้นที่ทั้งหมด 109.63 ตารางกิโลเมตร มีจำนวนประชากรประมาณ 1,500 คน โดยเกินครึ่งเป็นผู้สูงอายุ ในอดีตเมืองคามิคัทซึมีวิธีการจัดการขยะคล้ายกับชุมชนอื่นๆ ผู้คนส่วนใหญ่กำจัดขยะแบบไม่คัดแยก ใช้วิธีเผาแบบเปิดในบ่อขยะของชุมชน ซึ่งนอกจากจะอันตรายแล้วยังก่อให้เกิดปัญหามลพิษอีกด้วย

องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรชื่อ “Zero Waste Academy” โดยการนำของ อากิระ ซากาโนะ (Akira Sakano) คือเรี่ยวแรงหลักที่ชักชวนให้ชุมชนคามิคัทซึหันมาช่วยกันหาวิธีจัดการกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนให้กับชุมชน โดยตั้งเป้าว่าคามิคัทซึจะต้องเป็นเมืองไร้ขยะภายในปี 2020 (Kamikatsu Zero Waste 2020 Declaration) ซึ่งแนวทางที่นำมาใช้คือ ลดขยะ (Reduce) รีไซเคิล (Recycle) และการใช้ซ้ำ (Reuse) ซึ่งผลสำเร็จที่ได้มาเพราะความมีวินัย เคร่งครัด และความสามัคคีของชาวเมือง

***เริ่มต้นแยกขยะตั้งแต่ครัวเรือน
กระบวนการจัดการขยะของคามิคัทซึเริ่มต้นตั้งแต่ระดับครัวเรือน ทุกบ้านต้องคัดแยกขยะ และล้างให้สะอาดตั้งแต่ต้นทางก่อนนำไปส่งมอบให้สถานีคัดแยกด้วยตัวเอง ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ช่วยแนะนำวิธีทิ้งให้ถูกประเภท และสำหรับผู้สูงอายุที่ไม่สามารถเดินทางไปที่สถานีคัดแยกขยะได้ด้วยตัวเอง ทุก 2 เดือนทางเทศบาลจะส่งเจ้าหน้าที่มารับขยะนำไปส่งที่สถานีคัดแยกให้ แม้ว่าคามิคัทซึจะเป็นเมืองเล็กๆ แต่คัดแยกขยะแต่ละประเภทได้มากถึง 45 ชนิด โดยแบ่งเป็น 13 ประเภทใหญ่ๆ เช่น โลหะ กระดาษ ผ้า ขยะจากครัว พลาสติก ขวดแก้ว ขยะอันตราย ฯลฯ

ในส่วนของขยะสด เทศบาลสนับสนุนเงินบางส่วนเพื่อให้แต่ละครัวเรือนนำไปซื้อเครื่องย่อยสลายขยะอินทรีย์ขนาดเล็ก หรือถังหมักขยะเปียกทำปุ๋ยหมักเพื่อลดปริมาณขยะสดของชุมชนได้แบบเบ็ดเสร็จ

นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับบริษัทเอกชนเจ้าของบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ให้บริษัทผู้ผลิตมารับบรรจุภัณฑ์คืนเพื่อนำไปจัดการต่อไป

ปัจจุบัน การคัดแยกขยะแบบลดปริมาณขยะเหลือทิ้งลงสู่บ่อฝังกลบให้เป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) ของคามิคัทซึทำได้ที่ระดับ 80% เหลืออีก 20% ที่ต้องทิ้งลงสู่บ่อฝังกลบ ซึ่งนี่คือโจทย์ที่ชาวคามิคัทซึยังคงต้องหาทางจัดการแก้ปัญหาต่อไป

***สร้างโอกาส สร้างอาชีพ ต่อยอดจากขยะ
นอกจากการจัดการปัญหาขยะแล้ว เมืองคามิคัทซึยังมีแนวคิดในการต่อยอดจากขยะสู่การเปิดร้าน Kuru-Kuru Upcycling Craft Center ที่เหล่าแม่บ้านในชุมชนช่วยกันนำเอา “เสื้อผ้าเก่า” และ “ธงปลาคาร์ฟ” ที่เหลือใช้ มาดัดแปลงให้กลายเป็นเสื้อผ้าตัวใหม่ที่มีดีไซน์สวยงาม เป็นการลดขยะแถมยังเพิ่มรายได้อีกด้วย

รวมทั้งยังตั้งร้าน “Kuru-Kuru Craft Corner” ซึ่งมีคอนเซปต์ คือ การเปลี่ยนของที่ยังใช้งานได้ดีและไม่มีความจำเป็นต่อเจ้าของเดิมแล้ว ให้กลายเป็นของใช้ที่มีประโยชน์ต่อคนที่กำลังต้องการจริงๆ โดยไม่ต้องหาซื้อของใหม่ เป็นการหมุนเวียนของใช้เพื่อลดขยะและลดรายจ่ายในเวลาเดียวกัน กระบวนการคือ คนทั้งในและนอกชุมชนสามารถนำเอาข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่ยังใช้งานได้ดีแต่เจ้าของไม่จำเป็นต้องใช้งานแล้วมาวางไว้ที่ร้านเพื่อส่งต่อให้คนอื่นที่ต้องการใช้งานจริงๆ นำไปใช้งานต่อได้ฟรีๆ เรียกว่าใครชอบใจชิ้นไหนก็หยิบไปใช้ต่อได้เลย ทำให้ข้าวของเหล่านั้นแทนที่จะกลายเป็นขยะก็กลับเป็นของมีค่าสำหรับคนอื่นๆ ต่อไป นอกจากนี้ ยังมีถ้วยจานชามให้คนในชุมชนหยิบยืมไปใช้งานในเทศกาลต่างๆ แทนการใช้บรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งเพื่อลดปริมาณขยะ

การแยกขยะประเภทต่างๆ ของหมู่บ้านคามิคัทซึสามารถสร้างรายได้สู่ชุมชนถึง 2.5 – 3 ล้านเยน หรือราว 7.3 – 8.7 แสนบาท/ปี และรายได้เหล่านั้นได้นำกลับมาสนับสนุนการจัดการขยะของเมืองอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ ยังสร้างให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สร้างอาชีพใหม่ให้เกิดขึ้นในชุมชน เป็นการสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่ย้ายกลับมาทำงานและใช้ชีวิตในบ้านเกิดของตนเอง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คามิคัทซึ กลายเป็นเมืองที่มีระบบจัดการขยะดีที่สุดในประเทศญี่ปุ่น และดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

แม้ว่าการจัดการขยะของทั้งสองแห่ง ได้แก่ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ และหมู่บ้านคามิคัทซึ จะมีกระบวนการที่เหมือนและแตกต่างกันบ้างตามบริบทของพื้นที่ แต่เมื่อมีเป้าหมายเดียวกัน คือ ความตั้งใจทำให้สิ่งแวดล้อมของโลกดีขึ้นจากการเริ่มต้นแก้ปัญหาจากชุมชนของตนเอง เริ่มทำวันนี้ และทำอย่างจริงใจตั้งใจ สุดท้ายแล้วผลลัพธ์ก็จะเป็นประโยชน์แก่ชุมชน ประเทศ และโลกของเราในที่สุด

เหตุผลของทุกคนที่มีส่วนร่วมในการจัดการขยะทั้งหมดนี้ ก็เพราะ….เรามีบ้าน (โลก) หลัง (ใบ) เดียวกัน

พวกเราเริ่มแล้ว แล้วคุณละเริ่มหรือยัง?

corpcom
at  / by

Written by