Create PDF Recommend Print

โครงการขยายผลการปลูกป่า ปลูกคน จากดอยตุง สู่ปางมะหัน สู่ปูนะ

โครงการขยายผลการปลูกป่า ปลูกคน จากดอยตุง สู่ปางมะหัน สู่ปูนะ

  • โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ FTP 33 ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย (ปางมะหัน)
  • โครงการศึกษาและพัฒนาการปลูกชาน้ำมัน และพืชน้ำมันอื่นๆ ของมูลนิธิชัยพัฒนา  ที่บ้านปูนะ ตำบลเทอดไทย

ในปี พ.ศ. 2532 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับกรมป่าไม้เริ่มดำเนินโครงการปลูกป่าอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บนพื้นที่ 45,805 ไร่ ในจังหวัดเชียงราย หลายปีต่อมา ถึงแม้ว่าผืนป่าจะกลับมาเขียวชอุ่ม และผู้คนมีชีวิตที่มั่นคงขึ้น แต่จำนวนและความหลากหลายของสัตว์พื้นถิ่นที่อาศัยอยู่ร่วมกับป่า กลับไม่เพิ่มขึ้นเท่าที่ควร  มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ทำการศึกษาพบว่า ป่าสนที่ปลูกเป็นป่าเชิงเดี่ยวและไม่ใช่พืชท้องถิ่น ที่สำคัญ ป่าสนไม่ได้เป็นแหล่งอาหารสำหรับสัตว์จึงทำให้สัตว์ไม่กลับคืนมา เมื่อมีไฟป่าในฤดูแล้ง สนยังเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีทำให้ไฟลุกลามอีกด้วย  มูลนิธิฯ จึงพยายามปรับสภาพป่าให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติเดิม โดยปล่อยให้ต้นไม้ขึ้นเองตามธรรมชาติเมื่อไฟป่าสร้างความเสียหาย   ส่งผลให้ปัจจุบันระบบนิเวศของป่าดอยตุงค่อยๆ ฟื้นคืนมาอีกครั้ง

ที่ผ่านมา ต้นเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้พื้นที่ป่าต้นน้ำของประเทศไทยลดลงอย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรง คือ ความยากจนและขาดโอกาสของราษฎรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สูง เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น คนเหล่านี้ต้องบุกรุกทำลายป่า เพื่อเปิดและขยายพื้นที่ทำกินปลูกข้าวหรือข้าวโพดไปเรื่อยๆ ในปี พ.ศ. 2548 ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ขอความร่วมมือจากโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เพื่อนำบทเรียนจากการปลูกป่าจากดอยตุงไปขยายผลในการดำเนินโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อสนองพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ที่ต้องการหยุดยั้งการทำลายป่า และฟื้นฟูแหล่งต้นน้ำลำธาร

 

โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ บ้านปางมะหัน ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย จึงเริ่มดำเนินการบนพื้นที่ 14,015 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ข้างเคียงดอยตุง   มีประชากรเป็นชาวไทยภูเขา 6 ชนเผ่า 7,639 คน อาศัยอยู่ใน 18 หมู่บ้าน การดำเนินโครงการปลูกป่าที่ปางมะหัน ใช้หลักการเดียวกับดอยตุงคือ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ ‘ปลูกป่า ปลูกคน’ ตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่เน้นการแก้ไขปัญหาความยากจน ซึ่งเป็นต้นเหตุของการบุกรุกทำลายป่า และส่งเสริมพัฒนาอาชีพ ยกระดับความเป็นอยู่ ไปพร้อมๆ กับการฟื้นฟูพื้นที่  ส่วนวิธีการปลูกป่านั้น ได้นำบทเรียนจากดอยตุงมาปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น โดยใช้การปลูกป่าแบบปลูกเสริม คือ ไม่ตัดถางต้นไม้เดิม แต่คัดเลือกพันธุ์ไม้พื้นถิ่นมาปลูกเสริมเพิ่มเข้าไป และจ้างแรงงานท้องถิ่นในการปลูกดูแล ควบคู่ไปกับงานสร้างรายได้อื่นๆ อีกทั้ง ส่งเสริมการพัฒนาแหล่งน้ำ และระบบชลประทาน โดยสร้างฝายเกษตร และฝายต้นน้ำลำธาร เพื่อชะลอความชุ่มชื้น อีกทั้ง สื่อสารทำความเข้าใจต่อเนื่อง และยังมีกลไกทางสังคมอื่นๆ มาเสริมการรักษาป่า เช่น การปฏิญาณตนป้องกันไฟป่า ตามความเชื่อทางศาสนาของแต่ละชนเผ่าด้วย

 

สัมภาษณ์ ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล

“ความเข้าใจลึกซึ้งของชาวบ้าน ชาวบ้านลุกขึ้นมาเป็นคนที่ปกป้องเอง ใครเป็นคนทำชาวบ้านนั่นแหละ / ผมก็เอาทั้ง 27 หมู่บ้านมา 700 คน /ให้คน 700 คน ปฏิญาณตนว่าจะไม่จุดไฟเผาป่า และก็มีตั้งกฎเกณฑ์ว่าถ้าจุดไฟเผาป่าจะต้องถูกปรับ /เพราะอะไร เค้าได้ผลประโยชน์จากมัน แต่เราต้องทำทุกวิถีทางให้คนเข้าใจ ใช่มั๊ยฮ่ะ ถึงบอกถ้าสร้างความเข้าใจให้กับคน ให้เค้าเห็นว่าอยู่กินดีขึ้น”

จากหลักการปลูกป่าปลูกคน ที่เป็นสัจธรรม และประสบการณ์ที่นำไปสู่กระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จนส่งผลให้เกิดความร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่ายนี้ ป่าที่ปลูกจึงฟื้นตัวได้ในระยะเวลาอันสั้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง ชุมชนเองก็มีรายได้ และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากเดิมในปี พ.ศ. 2547 รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนของ 18 หมู่บ้านอยู่ที่ 18,611 บาท ในปี พ.ศ. 2551 เพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ย 97,882 บาทต่อครัวเรือน

เมื่อชาวบ้านเข้าใจ เห็นประโยชน์และความสำคัญของป่าและการพัฒนา อีกทั้งมีความมั่นใจในตนเองยิ่งขึ้น  พวกเขาก็จะลุกขึ้นมาร่วมพัฒนาอย่างเข้มแข็ง วันนี้ ชาวบ้านในโครงการกลายเป็นผู้ดูแลป่า ป้องกันไฟป่า และใช้ประโยชน์จากป่าได้อย่างเหมาะสม ภายใต้กฎระเบียบที่ชุมชนตั้งขึ้น ทำให้ในรอบ 3 ปี ที่ผ่านมา ไม่มีไฟป่าเกิดขึ้น ถือเป็นประจักษ์พยานว่าการดูแลรักษาป่า ได้ถูกปลูกฝังในใจคนแล้ว และโครงการได้ช่วยราษฎรให้สามารถช่วยตนเองและชุมชนของเขาพัฒนาต่อไปได้ในระดับหนึ่ง

ในปี พ.ศ.2549 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำริให้มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เป็นผู้ดำเนินโครงการศึกษาและพัฒนาการปลูกชาน้ำมัน และพืชน้ำมันอื่นๆ ของมูลนิธิชัยพัฒนา ที่บ้านปูนะ ตำบลเทอดไทย ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 31,321 ไร่

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้นำบทเรียนการปลูกป่าของดอยตุงและโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ บ้านปางมะหันมาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตรงกับวิธีการ “ปลูกป่าแบบไม่ปลูก” ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ว่าเมื่อเลือกที่ ที่เหมาะสมได้แล้ว ให้ปล่อยให้ป่าฟื้นตัวขึ้นมาเอง โดยไม่ให้สิ่งใดไปรบกวน เป็นวิธีที่ให้ผลดีที่สุด เพราะธรรมชาติจะจัดการตัวเองและป่าจะเจริญเติบโตขึ้นมาเป็นป่าสมบูรณ์ ภายในเวลา 1 ปี พบว่ามีพันธุ์ไม้เพิ่มขึ้นกว่า 245 ชนิด จากที่มีอยู่เดิม

นอกจากวิธีนี้ จะได้ผลเร็วกว่า และดีกว่า การปลูกป่าที่ดอยตุงและการปลูกป่าแบบปลูกเสริมที่ปางมะหันแล้ว ยังใช้เงินทุนต่ำลงอีกด้วย

หัวใจของความสำเร็จในการปลูกป่าแบบไม่ปลูกอยู่ที่ “การปลูกคน” คือ ให้ทางเลือกในการดำรงชีวิตที่ดี ที่ต้องพึ่งพิงป่า และปลูกจิตสำนึกในการอยู่ร่วมกับป่าอย่างเกื้อกูลไปพร้อมๆ กัน โดยโครงการปลูกป่าแบบไม่ปลูก จัดแบ่งเขตพื้นที่ป่าเศรษฐกิจและป่าใช้สอย เพื่อให้เป็นแหล่งอาหารและรายได้ที่ยั่งยืนแก่ชุมชน และจ้างแรงงานท้องถิ่นเป็นผู้ปลูกดูแลป่าเศรษฐกิจนั้น แทนการจ้างปลูกป่าอนุรักษ์ และทิ้งพื้นที่ป่าอนุรักษ์ไว้ให้ต้นไม้ขึ้นเองตามธรรมชาติ ผลคือ ชาวบ้านในโครงการมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 23,700 เป็น 76,039 บาท ต่อครอบครัวต่อปี ภายในเวลา 3 ปี และยังช่วยกันดูแลพื้นที่ป่าอนุรักษ์อีกด้วย

 

เลาต๋า  ลาหู่ ชาวบ้านบ้านแสนเมืองโก

ที่ผ่านมานี้ เค้าแนะนำวิธีบำรุงดินและจัดสรรพื้นที่ทำกินเป็นส่วนๆ ส่วนข้างบนเค้าจะปลูกป่า ส่วนข้างล่างเค้าจะปลูกพืชเศรษฐกิจปลูกไผ่ตงให้ ส่วนสุดท้ายนี่เค้าให้พื้นที่ทำกินโดยที่เราไม่ต้องไปขยายแปลงข้างนอกอีก ชาวบ้านก็เข้าใจที่เจ้าหน้าที่แนะนำอย่างนี้ เมื่อใดที่ชุมชนมีทางเลือกในการหาเลี้ยงชีพ มีรายได้ที่มั่นคง และได้รับประโยชน์จากป่า เมื่อนั้นชุมชนจะไม่กลับไปทำลายป่าอีก แต่จะหันมาดูแลรักษาป่าแทน

แนวทางตามพระราชดำริ เรื่อง “การปลูกป่า ปลูกคน”  “การปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” “การปลูกป่าในใจคน” และ “การเข้าใจ เข้าถึงพัฒนา” จึงเป็นหนทางที่พิสูจน์แล้วว่าจะนำไปสู่การพัฒนาคน และความสำเร็จที่ยั่งยืนของการฟื้นฟูและรักษาผืนป่าเมืองไทย อย่าง “ประหยัด เรียบง่าย และได้ประโยชน์สูงสุด”

“..ควรจะปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะพากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดินและรักษาต้นไม้ด้วยตัวเอง”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว