Create PDF Recommend Print

โครงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนอ่างเก็บน้ำห้วยคล้าย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ


พื้นที่ดำเนินโครงการ

หมู่ 11 บ้านโคกล่าม และหมู่ 3 บ้านแสงอร่าม ตำบลกุดหมากไฟ อำเภอหนองวัวซอ  จังหวัดอุดรธานี  

 

ระยะเวลาดำเนินการ

มกราคม 2554 – ปัจจุบัน

 

การทำงานอย่างบูรณาการ

โครงการฯ เป็นการพัฒนาที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานสืบสานแนวพระราชดำริ ภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน โดยมูลนิธิชัยพัฒนาได้คัดเลือกอ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายฯ จากอ่างเก็บน้ำตามแนวพระราชดำริกว่า 1,000 แห่งที่ยังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ทำหน้าที่ประสานงานให้เกิดการบูรณาการระหว่างองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการระบบน้ำ และกระบวนการ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กับองค์ความรู้ด้านการเกษตรและปศุสัตว์ ของโครงการฟาร์มตัวอย่าง ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดอุดรธานี ร่วมสนับสนุนงบประมาณ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานีร่วมขับเคลื่อนงาน

 

 หลักการและเหตุผลในการเลือกพื้นที่

ประเทศไทยมีปริมาณน้ำฝนมาก แต่ในหลายพื้นที่ยังประสบกับภัยแล้งเพราะขาดการบริหารจัดการให้ใช้ประโยชน์ได้เพียงพอ ซึ่งอ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายฯ เป็นหนึ่งในตัวอย่างของกรณีดังกล่าว โดยจากการลงพื้นที่สำรวจในเดือนมกราคม 2554 มูลนิธิฯ พบว่า อ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายฯ ในเวลานั้นสามารถกักเก็บน้ำได้ตามปกติ แต่ไม่มีระบบส่งน้ำ ชาวบ้านจึงต้องรอให้น้ำจากอ่างไหลล้นผ่านทางน้ำล้นลงสู่ลำห้วยตามธรรมชาติ แต่ลำห้วยเหล่านี้อยู่ต่ำกว่าพื้นที่การเกษตรของชาวบ้าน จึงต้องหาทางสูบน้ำขึ้น หรือขุดคลองขนาดเล็ก และทำฝายยกระดับน้ำให้สูงขึ้นพอที่จะไหลเข้าพื้นที่การเกษตรได้ แต่เมื่อถึงหน้าแล้งก็จะไม่สามารถใช้วิธีการนี้ได้แล้ว ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ขาดแคลนน้ำไม่สามารถเพาะปลูกได้

 

 แนวทางและการกำหนดกิจกรรมพัฒนา

หลังจากจุดประกายให้ชาวบ้านลุกขึ้นมาเริ่มพัฒนาพื้นที่ด้วยตนเอง ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเริ่มเสริมองค์ความรู้ให้ชุมชนด้วยการร่วมพัฒนาไปพร้อมๆ กับชาวบ้านตั้งแต่เดือนมีนาคม 2554 เป็นต้นมา  โดยมุ่งเน้นที่การต่อยอดต้นทุนมนุษย์ หรือทุนสังคม และทุนสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่แต่เดิมในพื้นที่

 

  • ต่อยอดพัฒนาระบบน้ำ

หลังจากลงสำรวจพื้นที่ร่วมกับชาวบ้านเพื่อหาช่องทางเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายฯ ให้สอดคล้องกับโครงสร้างเดิม โครงการฯ จึงได้เสริมตอม่อยกระดับน้ำที่ทางน้ำล้นของอ่าง ให้สามารถกักเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้น 30,000 ลบ.ม. จากนั้นจึงสร้างระบบท่อส่งน้ำระยะทาง 1,520 เมตร และซ่อมแซมปรับปรุงฝายที่ชาวบ้านใช้อยู่แต่เดิมให้สามารถกักเก็บและควบคุมน้ำได้ดียิ่งขึ้น 

นอกจากนั้น โครงการฯ และชาวบ้านยังได้ร่วมพัฒนาระบบน้ำของอ่างเก็บน้ำห้วยก้านเหลืองและฝายห้วยคำเข ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ส่งผลให้สามารถเพิ่มพื้นที่รับน้ำของชาวบ้านจาก 800 ไร่ เป็น 1,788 ไร่

 

  • เสริมองค์ความรู้การเกษตร

ระหว่างพัฒนาระบบส่งน้ำ มีการเสริมองค์ความรู้การเกษตรควบคู่กันไป โดยโครงการฯ ได้คัดเลือกแปลงเกษตรของชาวบ้าน 2 คน ที่ขยันขันแข็ง ตั้งใจจริงและเต็มใจเข้าร่วมโครงการ มานำร่องทำการเกษตรผสมผสานตามแนวทางของฟาร์มตัวอย่างฯ ช่วยให้สามารถใช้พื้นที่ทำการเกษตรและปศุสัตว์ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยตลอดทั้งปี ความสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในแปลงเกษตรนำร่องได้ดึงดูดให้ชาวบ้านรายอื่นสนใจนำไปปฏิบัติตามด้วยตนเอง จนเกิดเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ขยายผลสู่พื้นที่การเกษตรอื่นรวมทั้งสิ้น 152 ครัวเรือน จาก 196 ครัวเรือน ใน 2 หมู่บ้าน (ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2555)

 

  • เสริมทักษะการบริหารจัดการกองทุน

เมื่อพื้นที่การเกษตรขยายตัว ปริมาณเมล็ดพันธุ์ที่ต้องใช้ตลอดจนผลผลิตจึงมากขึ้นตามลำดับ การที่ต่างคนต่างซื้อเมล็ดพันธุ์มาปลูกต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง และเมื่อต่างคนต่างนำผลผลิตออกขาย ก็จะทำให้ไม่มีอำนาจการต่อรองหรือศักยภาพในการแข่งขันมากนัก โครงการฯ จึงสนับสนุนให้ชาวบ้านจัดตั้งกองทุนเพื่อบริหารจัดการขั้นตอนการผลิตและจำหน่าย กองทุนที่มีอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ กองทุนพันธุ์ข้าว กองทุนเมล็ดพันธุ์ผัก กองทุนปศุสัตว์ กองทุนยาและเวชภัณฑ์ กองทุนการตลาด และกองทุนแม่บ้านสำหรับทำอาหารให้คณะที่มาศึกษาดูงานในพื้นที่ โดยชาวบ้านในพื้นที่เป็นผู้บริหารกองทุนด้วยตนเอง

 

ชาวบ้านได้อะไร

  • ด้านเศรษฐกิจ

เมื่อมีปริมาณน้ำพอใช้ในฤดูฝนทิ้งช่วง ชาวบ้านที่แต่เดิมต้องซื้อผักบริโภค กลายเป็นเกษตรกรที่สามารถทำการเกษตรและปศุสัตว์เพื่อบริโภคและจำหน่าย ลดค่าใช้จ่ายและสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกพืชก่อนนา เฉลี่ยเดือนละ 500 บาทต่อแปลงต่อเดือน และกองทุนมีรายได้จากการขายลูกสุกร 70 ตัวเป็นเงิน 96,400 บาท ปริมาณผลผลิตข้าวในพื้นที่ได้เพิ่มจาก 350 กก.ต่อไร่เป็น 600 กก.ต่อไร่ และคาดการณ์ว่ารายได้โดยรวมของชุมชนจากผลผลิตข้าวจะเพิ่มจาก 3,920,000 บาท เป็น 13,868,400 บาท หรือเพิ่มขึ้น 9,651,220 บาท 

 

  • ด้านสังคม 

นอกจากมีรายได้เพิ่มขึ้น ชาวบ้านยังได้ซึมซับองค์ความรู้การบริหารจัดการระบบน้ำ การเกษตร และกองทุน จากการร่วมลงมือพัฒนาพื้นที่ไปพร้อมกับจนท.โครงการฯ เมื่อชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ชาวบ้านที่เคยนิยมไปทำงานต่างถิ่นจึงเริ่มทยอยเดินทางกลับบ้านเกิด ทุกวันนี้ ชาวบ้านผู้มีความขยันขันแข็งเป็นต้นทุนเดิมกำลังมีความคิดริเริ่มใหม่ๆ ที่จะพัฒนาชุมชนตนเองให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เช่น การนำรายได้จากคณะศึกษาดูงานมาตั้งโรงสีชุมชน และการไปศึกษาดูงานวิธีทำปุ๋ยที่จังหวัดอื่นเพื่อนำองค์ความรู้มาผลิตปุ๋ยใช้ขึ้นเอง สิ่งสำคัญที่สุด คือ ชุมชนเกิดความเชื่อมั่นที่จะลุกขึ้นมายืนด้วยขาของตนเอง ไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากภาครัฐ  

 

  • ด้านสิ่งแวดล้อม

“ลด ละ เลิก สารเคมี” เป็นแนวทางหลักของการเกษตรในพื้นที่ เพราะชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมีอาการป่วยจากพิษของสารเคมีที่สะสมอยู่ในตัวมาเป็นเวลานานหลายสิบปี บางรายมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงจนถึงอาเจียนเป็นเลือด เมื่อเข้ารับการตรวจรักษาจึงพบว่า ในร่างกายของผู้ป่วยมีสารเคมีในเลือดอยู่ที่ระดับ 4 ซึ่งถือว่าเป็นขั้นที่อันตรายมาก เหตุการณ์ดังกล่าวจึงทำให้ชาวบ้านแสงอร่ามรวมตัวปรึกษากัน และได้ข้อสรุปร่วมกันว่า การใช้สารเคมีปริมาณมากอย่างต่อเนื่องนั้น นอกจากจะทำให้ต้นทุนการเกษตรสูงแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อตนเอง คนรอบข้าง และสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ทุกคนจึงเห็นพ้องกันที่จะทำให้บ้านแสงอร่ามเป็น “ชุมชน ลด ละ เลิก สารเคมี” โดยหันมาใช้ปุ๋ยขี้วัวและขี้ค้างคาวที่หาได้ในท้องถิ่น เพื่อผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดสารพิษ 

 

ชุมชนตัวอย่างเพื่อการเรียนรู้

ปัจจุบัน บ้านโคกล่ามและบ้านแสงอร่ามได้กลายเป็นหนึ่งในห้องเรียนของมหาวิทยาลัยที่มีชีวิต ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้และช่วยปรับกระบวนทัศน์ทุกภาคส่วนให้เห็นการพัฒนาที่มีชุมชนเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง ณ เดือนมิถุนายน 2555 มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนมาศึกษาดูงานที่โครงการฯ รวมแล้วเป็นจำนวน 42 คณะ 7,523 คน