Create PDF Recommend Print

โครงการ “กล้า...ดี: ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตผู้ประสบอุทกภัย อย่างยั่งยืน”

20130422_01


พื้นที่การดำเนินการ

ครอบคลุมพื้นที่ประสบอุทกภัยในภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง จำนวน 13 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา นครปฐม นครนายก ปทุมธานี และนนทบุรี

ผู้รับประโยชน์

ผู้ประสบอุทกภัยใน 13 จังหวัด 78 อำเภอ 498 ตำบล 3,456 หมู่บ้าน จำนวน 1,075,461 คน

ระยะเวลาการดำเนินการ

ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554 ถึง เดือนกุมภาพันธ์ 2556

ภาคี

หลักการดำเนินงานโครงการฯ เน้นบูรณาการและประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมมือกับภาคีจาก 3 ภาคส่วน คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการบรรเทาความเดือดร้อนและส่งเสริมการพึ่งพาตนเองของผู้ประสบอุทกภัย

ภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และหน่วยงานระดับจังหวัด ท้องที่ ท้องถิ่น

ภาคเอกชน ได้แก่ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ IKEA (Thailand) กองทุนตลาดหุ้นร่วมใจ ช่วยภัยน้ำท่วม ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด (ช่อง 7 สี) บริษัท หลักทรัพย์ภัทร (มหาชน) บริษัท คู่สร้างคู่สม บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และบริษัท Spa-Hakuhodo จำกัด

ภาคประชาชน ได้แก่ พนักงาน IKEA (Thailand) คณะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล Josai (เมืองอิราบากิ ประเทศญี่ปุ่น) ประชาชนจิตอาสา และประชาชนผู้สนับสนุนโครงการฯ

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ดำเนินงานโครงการฯ โดยร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และ ประชาชน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ดำเนินงานโครงการฯ โดยร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และ ประชาชน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ดำเนินงานโครงการฯ โดยร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และ ประชาชน

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ดำเนินงานโครงการฯ โดยร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และ ประชาชน

 

ความเป็นมาของโครงการ

เมื่อปี พ.ศ. 2554 ประเทศไทยประสบกับมหาอุทกภัยอันส่งผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน และจิตใจของคนไทย พื้นที่เกษตรกรรมและผลผลิตทางการเกษตรเสียหายกว่า 10 ล้านไร่ เกษตรกรต้องเว้นจากการทำการเกษตร เนื่องจากน้ำท่วมขัง ส่งผลให้ขาดรายได้ สร้างปัญหาหนี้สินทับถม ความเสียหายในภาคอุตสาหกรรม การค้า และการท่องเที่ยว ยังก่อให้เกิดการว่างงานฉับพลัน ด้วยเหตุนี้ ประชาชนจึงขาดศักยภาพ ทุนทรัพย์ และกำลังใจในการกลับมาดำเนินชีวิตตามวิถีชุมชนของตนอีกครั้ง

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ตระหนักถึงความเดือดร้อนดังกล่าว จึงร่วมกับภาคีทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ริเริ่มโครงการ “กล้า...ดี: ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตผู้ประสบอุทกภัยอย่างยั่งยืน” เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประสบอุทกภัยสามารถอยู่รอดได้ด้วยตนเองอย่างรวดเร็วหลังน้ำลด และส่งเสริมให้พึ่งพาและพัฒนาตนเองต่อไปได้

กิจกรรมพัฒนา

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ดำเนินงานโครงการฯ โดยน้อมนำหลักการทรงงาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และ “ระเบิดจากข้างใน” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และแนวพระราชดำริ “ช่วยเขาให้เขาช่วยตัวเขาเอง” ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็นหลักปฏิบัติ และบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะหน่วยงานในพื้นที่ ผู้นำชุมชน และชาวบ้าน เพื่อให้ทราบปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของผู้ประสบอุทกภัยและหน่วยงานในพื้นที่ และตอบสนองความต้องการในระยะสั้นและระยะยาวตามภูมิสังคมของพื้นที่นั้นๆ โดยกระตุ้นให้ผู้ประสบอุทกภัยตระหนักถึงปัญหาจากการขาดภูมิคุ้มกันตนเอง จุดประกายให้ชุมชนไม่รอการให้แบบอุปถัมภ์แต่ลุกขึ้นมาช่วยตนเองโดยทำงานร่วมกับโครงการฯ ทั้งการเตรียมพื้นที่ปลูก การเพาะเมล็ด การดูแลกล้า การเก็บผลผลิต และการเก็บเมล็ดพันธุ์สำหรับเพาะต่อ และกระตุ้นหน่วยงานในพื้นที่ให้ลงพื้นที่จริงร่วมกับโครงการฯ สำรวจความต้องการ รับผิดชอบการขนส่ง และวางระบบการบริหารและแจกจ่าย

กระบวนการทำงานเริ่มจากการลงพื้นที่สำรวจและเก็บข้อมูล เพื่อทำความเข้าใจปัญหาและการดำเนินงานที่ตรงตามความต้องการที่แท้จริงของผู้ประสบอุทกภัย การสนับสนุนต้นทุนทางอาหารจึงเป็นสิ่งที่ตอบสนองในสิ่งที่ผู้ประสบอุทกภัยขาดในระยะเวลานั้นได้ การมอบชุด 3 พร้อม เพื่อลดรายจ่าย และเมล็ดพันธุ์พืชระยะสั้น เพื่อเพิ่มรายได้ จึงเป็นมาตรการหลักที่โครงการฯ กำหนดไว้สำหรับการฟื้นฟู

ชุด 3 พร้อม: ชุดพร้อมกิน  พร้อมปลูก และพร้อมเพาะ

เพื่อลดรายจ่ายของผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำท่วม โครงการฯ จึงสนับสนุนในสิ่งที่ใช้เป็นประจำในครัวเรือน คือ “ชุด 3 พร้อม” ประกอบด้วย ชุดพร้อมกิน (เครื่องปรุง ของแห้ง) ได้แก่ พริกแห้ง กระเทียม และเกลือ ชุดพร้อมปลูก (กล้าผักอายุ 45-60 วัน) ได้แก่ กล้าพริก มะเขือยาว มะเขือเปราะ และโหระพาหรือกะเพรา และชุดพร้อมเพาะ (เมล็ดพันธุ์ที่ไม่ใช่พันธุ์ผสม) ได้แก่ ถั่วฝักยาว ฟักทอง ผักบุ้ง กวางตุ้ง และชะอมหรือกล้วยน้ำว้า

นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มรายได้ โครงการฯ ยังสนับสนุนพริกซุปเปอร์ฮอตและกล้าไม้ยืนต้น ได้แก่ ชะอม กล้วย มะม่วง มะละกอ มะพร้าว ชมพู่ มะยงชิด กระท้อน ฝรั่ง มะนาว และส้ม ให้แก่เกษตรกรที่ประสบอุทกภัยที่แสดงความต้องการจริงและมีพื้นที่ปลูก

โครงการฯ ดำเนินกิจกรรมต่อยอด “ชุมชนกล้า...ดี” หรือชุมชนที่แสดงศักยภาพระหว่างการดำเนินโครงการฯ ว่ามีความเข้มแข็ง มีความต้องการชัดเจน และพร้อมที่จะพัฒนาพื้นที่ของตน โดยพิจารณาจาก องค์ประกอบหลัก 4 อย่าง คือ ผู้นำ ชุมชน ความสอดคล้องกับภูมิสังคม และการบริหารจัดการ ซึ่งขณะนี้ มีชุมชนกล้า...ดี ทั้งสิ้น 6 กลุ่ม ใน 5 จังหวัด ได้แก่ กลุ่มกองทุนปุ๋ยและการปรับปรุงดิน (พิจิตร) กลุ่มผู้หาปลา (อุทัยธานี) กลุ่มชุมชนชาวแพสะแกกรัง (อุทัยธานี) กลุ่มชุมชนศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง (สิงห์บุรี) กลุ่มกองทุนข้าวเพื่อผลิตข้าวกล้อง (ลพบุรี) และกลุ่มผู้ขาดที่ทำกิน (อ่างทอง)

โครงการฯ ยังสนับสนุนโรงเรียนที่ต้องการทำแปลงเกษตรเพื่ออาหารกลางวันสำหรับนักเรียน ด้วยการสนับสนุนต้นกล้าและเมล็ดพันธุ์ผักสวนครัว รวมทั้งอบรมให้ความรู้ตั้งแต่การเตรียมแปลง การเก็บผลผลิตและเมล็ดพันธุ์ และเรื่องโรคแมลง โดยเน้นความรับผิดชอบและการบริหารจัดการของโรงเรียนและการมีส่วนร่วมของนักเรียน โดยโครงการฯ ดำเนินการร่วมกับโรงเรียนวรดิตถ์วิทยานุประศาสน์ จังหวัดอ่างทอง และร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ดำเนินการร่วมกับโรงเรียนในเครือข่ายของธนาคารในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 10 โรงเรียน

ทั้งนี้ โครงการฯ เปิดโอกาสให้ภาครัฐและภาคเอกชนที่เห็นด้วยกับหลักการแนวทางการดำเนินงานโครงการฯ และพร้อมที่จะก้าวไปด้วยกัน ร่วมสนับสนุนโครงการฯ ทั้งด้านการเงิน วัสดุอุปกรณ์ และความเชี่ยวชาญ นอกจากนี้ ประชาชนทั่วไปยังมีส่วนร่วมกับโครงการฯ ผ่านการบริจาคและการร่วมกิจกรรมอาสา เช่น การบรรจุเมล็ดพันธุ์พริก การบรรจุเครื่องปรุงของแห้ง การย้ายกล้าลงถุง และการมอบชุด 3 พร้อม และชุดเพิ่มรายได้ในพื้นที่ต่างๆ

กล่าวได้ว่า โครงการกล้า...ดี เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของความร่วมมือแบบ 3P คือ Public Private และ People อย่างแท้จริง


ตัวชี้วัดสำคัญ: ชาวบ้านได้อะไร

ด้านเศรษฐกิจ

ด้านสังคม

1. ผู้ประสบอุทกภัยสามารถลดรายจ่ายจากการได้รับชุด 3 พร้อม โดยเฉลี่ย 341 บาทต่อครัวเรือน และยังมีรายได้เพิ่มจากการนำผลผลิตส่วนเกินจากการบริโภคไปขาย โดยเฉลี่ย 1,105 บาทต่อครัวเรือน 1. ชุมชนเข้มแข็งที่สมาชิกในชุมชนลุกขึ้นมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนด้วยตัวเอง และสามารถเป็นแบบอย่างการพัฒนาให้แก่ชุมชนอื่นๆ ได้
2. ผู้ประสบอุทกภัยมีรายได้เพิ่มจากพริกซุปเปอร์ฮอต โดยเฉลี่ย 2,012 บาทต่อครัวเรือน 2. ความร่วมใจกันของคนในชุมชนดำเนินกิจกรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง
3. ผู้ประสบอุทกภัยมีรายได้เพิ่มจากกล้าไม้ผลยืนต้น โดยในช่วง 6 ปีแรก จะมีรายได้ 15,462,000 บาทต่อปี หรือเฉลี่ย 1,140 บาทต่อครัวเรือนต่อปี และตั้งแต่ปีที่ 7 เป็นต้นไป จะสร้างรายได้ 9,414,000 บาทต่อปี หรือเฉลี่ย 700 บาทต่อครัวเรือนต่อปี 3. เกิดความเข้าใจกันในชุมชน สมาชิกชุมชนได้พูดคุยกันมากขึ้น มีตัวแทนชุมชนนำผลผลิตที่ได้จากการปลูกผักไปจำหน่ายที่ตลาดและนำรายได้กลับมาสู่ชุมชน แบ่งแจกแจงตามปริมาณผลผลิตแต่ละบ้าน
4. สังคมโดยเฉพาะสังคมเมืองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกิดการเรียนรู้ในเรื่องของการให้ ที่ไม่ใช่การให้แบบอุปถัมภ์

5. ความสุุขจากสภาพจิตใจที่ได้รับการเยียวยาอย่างตรงจุด และศักดิ์ศรีจากการช่วยเหลือตัวเอง และยังมีโอกาสช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป

6. การเชื่อมโยงจากส่วนกลางสู่ท้องที่ท้องถิ่น และสู่ชุมชน และจากชุมชนสู่ส่วนกลาง