มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โชว์เคสป่าชุมชน “อำนาจเจริญ” ใช้คาร์บอนเครดิตเป็นกลไกดูแลป่าโซนอีสาน ต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากจากกองทุนพัฒนาอาชีพ

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถอดบทเรียนความสำเร็จของพื้นที่ ป่าชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ หลังเข้าร่วม โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตั้งแต่ปี 2566 จนพิสูจน์ให้เห็นว่า คาร์บอนเครดิตสามารถเป็นมากกว่ากลไกด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ชุมชนมีระบบดูแลป่า มีทุนพัฒนาอาชีพ และสร้างรายได้จากฐานทรัพยากรของตนเองได้อย่างยั่งยืน และล่าสุดพื้นที่ดังกล่าวอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการทวนสอบและยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตต่อองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. โดยมีพื้นที่ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER 12,645.31 ไร่ คาดว่าจะได้คาร์บอนเครดิตรายปี 11,275 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี พร้อมต่อยอดป่าชุมชนสู่เส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้สนใจด้านความยั่งยืนได้เรียนรู้ว่า การอนุรักษ์ป่าสามารถเดินไปพร้อมกับการพัฒนาอาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตของชุมชนในระยะยาวได้จริง

ทั้งนี้ โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2563 โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ใช้กลไกคาร์บอนเครดิตสนับสนุนให้ชุมชนดูแลป่าและดูแลตนเองได้พร้อมกัน ผ่านการจัดตั้ง 2 กองทุนสำคัญ ได้แก่ กองทุนดูแลป่า และกองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อให้ชุมชนมีงบประมาณสำหรับทำแนวกันไฟ ลาดตระเวน เฝ้าระวังไฟป่า ฟื้นฟูป่า พัฒนาอาชีพ และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากรของตนเอง

ปัจจุบัน โครงการดังกล่าวได้ดำเนินโครงการมาในระยะที่ 5 แล้ว โดยจังหวัดอำนาจเจริญอยู่ในโครงการระยะที่ 3 ซึ่งเริ่มดำเนินงานในปี 2566 ครอบคลุมพื้นที่ป่าชุมชนในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ยโสธร และอำนาจเจริญ โดยมีภาคเอกชนจากหลายอุตสาหกรรมเข้าร่วมสนับสนุน ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจเครื่องดื่ม พลังงาน ปิโตรเคมี การเงินและธนาคาร การบิน อสังหาริมทรัพย์ สินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงเกษตรอาหาร สะท้อนให้เห็นว่าโมเดลความยั่งยืนจากดอยตุงสามารถขยายผลสู่พื้นที่ต่าง ๆ ได้จริง และการดูแลป่าชุมชนไม่ได้เป็นเพียงภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่เป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ ภาคธุรกิจ และคุณภาพชีวิตของชุมชนเข้าด้วยกัน

นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้นำประสบการณ์จากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ มาปรับใช้ในการขยายโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนไปยังป่าชุมชนในหลายภูมิภาคทั่วประเทศ โดยภาคอีสานเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่มีทั้งความเข้มแข็งของชุมชน ฐานทรัพยากรป่าชุมชน และความพร้อมของผู้นำท้องถิ่น ปัจจุบันในภาคอีสานมีพื้นที่ดำเนินงานในจังหวัดอำนาจเจริญและจังหวัดยโสธร

“สิ่งที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ให้ความสำคัญคือการทำให้การดูแลป่าเชื่อมโยงกับชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง ป่าชุมชนไม่ใช่เพียงพื้นที่อนุรักษ์ แต่เป็นฐานทรัพยากร ฐานอาชีพ และฐานเศรษฐกิจของคนในพื้นที่ หากชุมชนมีระบบบริหารจัดการที่เข้มแข็ง คาร์บอนเครดิตจะเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยให้การดูแลป่าเกิดความต่อเนื่อง และสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนได้ในระยะยาว” นายสมิทธิกล่าว

คุณปฐมพร ทรงลิลิตชูวงศ์ ผู้จัดการโครงการอาวุโส มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า พื้นที่ป่าชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ มีพื้นที่ป่าชุมชนตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน 16,385 ไร่ และพื้นที่ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER 12,645.31 ไร่ ครอบคลุม 13 หมู่บ้าน 1,761 ครัวเรือน หรือประชาชนที่เกี่ยวข้อง 7,596 คน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสำรวจและปรับปรุงข้อมูลพื้นที่โครงการ เพื่อยืนยันขอบเขตพื้นที่ ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอน จัดทำรายงานติดตามผลปริมาณก๊าซเรือนกระจก ทวนสอบโดยผู้ประเมินภายนอก และยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตต่อ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.

โดยชุมชนทั้ง 13 หมู่บ้านได้รับการสนับสนุนเพื่อนำไปบริหารจัดการผ่าน 2 กองทุน โดยกองทุนดูแลป่าใช้สำหรับกิจกรรมป้องกันไฟป่า การทำแนวกันไฟ การลาดตระเวน การเฝ้าระวังไฟป่า การปลูกป่าเสริม และการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันไฟป่า ส่วนกองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนช่วยให้ชุมชนมีงบประมาณสำหรับพัฒนาพื้นที่และต่อยอดกิจกรรมสร้างรายได้ระหว่างรอคาร์บอนเครดิต อาทิ การแปรรูปอาหารพื้นถิ่น งานหัตถกรรม และการผลิตวัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์

ขณะเดียวกัน ชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อยยังอยู่ระหว่างการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ร่วมกับภาคี ภายใต้โครงการ Village to the World Season 5 ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยมีบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เป็นหนึ่งในภาคีที่ร่วมสนับสนุนการยกระดับพื้นที่สู่แหล่งเรียนรู้ด้านความยั่งยืน เพื่อเชื่อมโยงทุนธรรมชาติ วิถีชีวิต และศักยภาพของชุมชนให้เกิดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ ควบคู่กับการดูแลทรัพยากรในระยะยาว

“จุดเด่นของพื้นที่นี้คือ ป่าดงใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงผืนป่าอนุรักษ์ แต่เป็นทุนชีวิตของชุมชน ทั้งในฐานะแหล่งอาหารตามฤดูกาล แหล่งรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติ ฐานอาชีพ และพื้นที่ที่กำลังต่อยอดไปสู่เส้นทางท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ถือเป็นพื้นที่ที่มีการบริหารจัดการดูแลป่า ชุมชน และการเปลี่ยนทรัพยากรท้องถิ่นให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ”

ป่าดงใหญ่ในตำบลสร้างถ่อน้อยยังมีความโดดเด่นในฐานะ “ซูเปอร์มาร์เก็ตธรรมชาติ” ของชุมชน เป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งรายได้ และพื้นที่ชีวิตของคนในตำบล ไม่ว่าจะเป็นเห็ดตามฤดูกาล ไข่มดแดง แมงจินูน แมงแคง ปลาและทรัพยากรธรรมชาติจากแหล่งน้ำ ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานศิลปะหัตถกรรม เช่น การทอผ้าไหม งานจักสาน การแปรรูปผลผลิตจากธรรมชาติ และการผลิตวัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์แบบอัดเม็ด ซึ่งสะท้อนการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และการต่อยอดกองทุนพัฒนาชุมชนให้เกิดรายได้หมุนเวียนในพื้นที่

ด้านนายตะนุ สมนาม ประธานป่าชุมชนบ้านคำข่า และกำนันตำบลสร้างถ่อน้อย กล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการทำให้ชุมชนมองเห็นคุณค่าของการดูแลป่าชัดเจนขึ้น จากเดิมที่ชาวบ้านช่วยกันรักษาป่าดงใหญ่ในฐานะแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ และพื้นที่ชีวิตของคนทั้งตำบล วันนี้การดูแลป่ามีแผน มีหน้าที่ และมีเป้าหมายร่วมกันมากขึ้น ทั้งการเฝ้าระวังไฟป่า การดูแลแนวกันไฟ การลาดตระเวน และการร่วมกันคิดว่าจะใช้ทรัพยากรในชุมชนอย่างไรให้เกิดประโยชน์โดยไม่ทำลายป่า

“สิ่งที่ชุมชนภูมิใจคือ ป่าดงใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงป่าที่ชาวบ้านช่วยกันรักษา แต่กำลังกลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่สร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน คาร์บอนเครดิตจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เกี่ยวข้องกับอาหาร อาชีพ รายได้ และอนาคตของลูกหลานในพื้นที่โดยตรง” นายตะนุกล่าว

สำหรับเส้นทางท่องเที่ยวที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ชุมชนจะเปิดให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้เรื่องป่าชุมชน การวัดต้นไม้เพื่อประเมินคาร์บอนเครดิต การนั่งซาเล้งชมเส้นทางป่าที่พัฒนาจากแนวลาดตระเวนและแนวกันไฟ การทำ Eco print จากสีธรรมชาติ การชมผ้าไหมและงานหัตถกรรมท้องถิ่น การเยี่ยมชมบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ส่างท่อ และการล่องเรือลำเซบาย เพื่อสัมผัสธรรมชาติสองฝั่งน้ำที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของป่าภาคอีสาน

ทั้งนี้ โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนดำเนินงานครอบคลุมป่าชุมชน 303 ชุมชน ใน 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แม่ฮ่องสอน ตาก กำแพงเพชร อุทัยธานี กระบี่ ยโสธร อำนาจเจริญ น่าน ลำปาง รวมพื้นที่ 287,944 ไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์ 161,171 คน จาก 52,359 ครัวเรือน และมีหน่วยงานร่วมสนับสนุน 30 องค์กร โดยผลการดำเนินโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลป่าและป้องกันไฟป่า โดยจากการติดตามพื้นที่เสียหายจากไฟป่าก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ พบว่า พื้นที่โครงการระยะที่ 1-2 ลดพื้นที่เสียหายจากไฟป่าจากค่าเฉลี่ย 11.41% เหลือ 1.99% ในปี 2567 ขณะที่โครงการระยะที่ 3 ลดลงจากค่าเฉลี่ย 8.17% เหลือ 1.18% ในปี 2568 และโครงการระยะที่ 4 ลดลงจาก 21.75% เหลือ 0.77% ชี้ให้เห็นว่ากลไกกองทุนดูแลป่าและการบริหารจัดการโดยชุมชนสามารถช่วยลดการเกิดไฟป่า ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากไฟป่าได้อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อชุมชนมีทรัพยากร มีระบบบริหารจัดการ และมีแรงจูงใจที่เป็นธรรม ป่าชุมชนสามารถเป็นทั้งเครื่องมือด้านสภาพภูมิอากาศ ฐานเศรษฐกิจท้องถิ่น และหลักประกันคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

สืบสานศิลปวัฒนธรรมกะเหรี่ยง

อาจารย์นคร พงษ์น้อย (กลาง) ผู้อำนวยการอุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง จัดนิทรรศการ
“งานศิลปะชนเผ่ากะเหรี่ยง” รวบรวมผลงานโดดเด่นของศิลปินชาวกะเหรี่ยงจากทั่วประเทศ โดยมี ร้อยเอก จิทัศ ศรสงคราม (ที่ 2 จากซ้าย) กรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา (ที่ 3 จากขวา), ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล (ที่ 2 จากขวา) และภาวนา เนียมลอย (ที่ 3 จากซ้าย) ร่วมงาน
ณ อุทยานศิลปวัฒนธรรม แม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569

หมายเหตุ : นิทรรศการ “งานศิลปะชนเผ่ากะเหรี่ยง” เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา 08.00–16.30 น. ณ อุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

31 ปี วันคล้ายวันสวรรคต “สมเด็จย่า” มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จัดกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ “สมเด็จย่า” ครบรอบ 31 ปี วันที่ 18 กรกฎาคมของทุกปี ผ่านการจัดกิจกรรมปลูกป่าเสริมฟื้นฟูระบบนิเวศดอยตุง นิทรรศการประจำปี “งานศิลปะชนเผ่ากะเหรี่ยง” พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศล และพิธีถวายพานขันดอกสักการะ เพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมสืบสานพระราชปณิธาน “ปลูกป่า ปลูกคน” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการฟื้นฟูผืนป่า การดูแลระบบนิเวศ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน อันเป็นแนวทางสำคัญที่มูลนิธิฯ ยังคงดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนและธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ณ จังหวัดเชียงราย เมื่อวันเร็วๆ นี้

เริ่มต้นด้วยกิจกรรมภายใต้ “โครงการฟื้นฟูและปรับสภาพป่า (ปลูกป่าเสริม) สืบสานพระราชดำริ พลิกฟื้นคืนป่าธรรมชาติดั้งเดิม” โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมกับหน่วยงานราชการและราษฎรในพื้นที่ ปลูกกล้าไม้ท้องถิ่นกว่า 20 ชนิด จำนวน 2,000 ต้น บนพื้นที่ 50 ไร่ ฟื้นฟูป่าที่ได้รับความเสียหายจากไฟป่าและปรากฏการณ์ “ไผ่ตายขุย” เมื่อปี 2567 พร้อมเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอน ณ บริเวณหมู่บ้านแม่เปิน ตำบลแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา กรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า พระราชปณิธาน “ฉันจะปลูกป่าบนดอยตุง” ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สะท้อนถึงสายพระเนตรอันยาวไกลของสมเด็จย่า ทรงให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูป่ามาตั้งแต่กว่า 50 ปีก่อน ขณะที่ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเผชิญกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง จนการฟื้นฟูธรรมชาติกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งดำเนินการ

กิจกรรมครั้งนี้ได้นำถุงเพาะกล้าที่ผลิตจากแป้งมันสำปะหลังและสามารถย่อยสลายในดินได้ภายใน 4 สัปดาห์มาใช้ เพื่อลดขยะพลาสติกและป้องกันรากกล้าไม้จากการบอบช้ำระหว่างปลูก พร้อมนำซากไผ่แห้งมาแปรรูปเป็นไบโอชาร์สำหรับปรับปรุงดินและลดเชื้อเพลิงสะสมในป่า โดยคาดว่าการปลูกป่าครั้งนี้จะช่วยเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนได้ประมาณ 35 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

ในเวลาต่อมา อาจารย์นคร พงษ์น้อย ผู้อำนวยการอุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง จัดนิทรรศการประจำปีภายใต้ชื่อ “งานศิลปะชนเผ่ากะเหรี่ยง” รวบรวมผลงานโดดเด่นของศิลปินชาวกะเหรี่ยงจากทั่วประเทศ โดยมี ร้อยเอก จิทัศ ศรสงคราม กรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา, ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล และภาวนา เนียมลอย ร่วมงาน นิทรรศการจัดขึ้นเพื่อเผยแพร่และสืบสานศิลปะวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา 08.00–16.30 น. ณ หอแก้ว อุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

ขณะเดียวกัน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ วัดพระแก้ว อำเภอเมืองเชียงราย

ปิดท้ายกิจกรรมด้วย พิธีถวายพานขันดอกสักการะ ซึ่ง จังหวัดเชียงราย ร่วมกับ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จัดขึ้น ณ อุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง (ไร่แม่ฟ้าหลวง) อำเภอเมืองเชียงราย เพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จย่า
โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้แทนจากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนชาวเชียงรายเข้าร่วมพิธี

BAM ผนึก มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ลงนาม MOU พลิก NPA 33 ไร่ เดินหน้า “โครงการพัฒนาพื้นที่สีเขียวต้นแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” เป็นพื้นที่แห่งคุณค่า สู่ชุมชนและสิ่งแวดล้อม

บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้า “โครงการพัฒนาพื้นที่สีเขียวต้นแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” บนพื้นที่ 33 ไร่ จังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อพัฒนาพื้นที่ทรัพย์สินรอการขาย (NPA) ของ BAM ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

นางทองอุไร ลิ้มปิติ ประธานกรรมการ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ระหว่าง BAM และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์   นับเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงพลังของการบูรณาการระหว่างภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และชุมชน ในการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล โดย BAM ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพย์สินควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้แก่สังคม ตามแนวทางการดำเนินธุรกิจตามหลักความยั่งยืน หรือ ESG และ CSR in Process ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว ไปจนถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ทั้งนี้ โครงการยังสอดคล้องกับนโยบาย “ความดี 5 ประการ” ของ BAM คือ ดีต่อประเทศ  ดีต่อสังคม ดีต่อลูกค้า ดีต่อผู้ถือหุ้น และดีต่อพนักงาน อีกทั้ง มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นต้นแบบของการ ใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างสร้างสรรค์ และเกิดคุณค่าร่วมต่อทุกภาคส่วนในระยะยาว รวมถึงเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศ และสามารถขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ สะท้อนแนวคิดการเปลี่ยน  “พื้นที่ว่าง” ให้เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ที่สามารถสร้างประโยชน์แก่ชุมชน สร้างอาชีพ สร้างรายได้และการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างยั่งยืน

           ด้าน ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า BAM มีวิสัยทัศน์ที่มุ่งก้าวสู่การเป็น “ผู้สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน Value Creator”  อย่างเต็มรูปแบบ โดยเชื่อว่าการบริหารทรัพย์ในปัจจุบันต้องสร้างทั้งผลตอบแทนทางธุรกิจควบคู่กับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม การพัฒนาพื้นที่สีเขียวดังกล่าวเป็นตัวอย่างของการนำทรัพย์ NPA มาพัฒนาเพิ่มคุณค่าในทุกมิติ โดยโครงการบนพื้นที่ 33 ไร่ ในตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญนั้น แบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ พื้นที่ 31 ไร่ จะได้รับการฟื้นฟูตามแนวทางปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ ด้วยไม้ท้องถิ่น 20 ชนิด รวมจำนวน 3,600 ต้น ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและพัฒนาเป็นพื้นที่ สีเขียว เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และพัฒนาเป็นโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย (T-VER) ซึ่งคาดว่าจะสามารถกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 29.45 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และพื้นที่อีก 2 ไร่ สำหรับการใช้ประโยชน์ของชุมชนเชิงเศรษฐกิจและสังคม ผ่านการสร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาทักษะอาชีพให้กับประชาชนในพื้นที่กว่า 6,390 คน ครอบคลุม 13 หมู่บ้าน อาทิ ตลาดสินค้าเกษตรและพื้นที่ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น การเพาะกล้าไม้ การปลูก และการดูแลรักษาพื้นที่ในระยะยาว โดยรูปแบบการพัฒนาจะดำเนินการบนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมและความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง

“การลงทุนลักษณะนี้ไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นการลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพของสินทรัพย์ และสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรในระยะยาว ทั้งยังเป็นการวางรากฐานเพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพย์ในอนาคต โดย BAM มีเป้าหมายต่อยอดสู่การพัฒนาสินทรัพย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Asset Portfolio) ในวงกว้างต่อไป และอีกหนึ่งความสำคัญของโครงการ คือการเป็นพื้นที่เชื่อมต่อระบบนิเวศระหว่างผืนป่าดงใหญ่และ     สวนสัตว์เปิดเฉลิมพระเกียรติ ช่วยเพิ่มความต่อเนื่องของพื้นที่สีเขียว เสริมความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนในระยะยาว” ดร.รักษ์ กล่าว

          ขณะที่ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง        ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า มูลนิธิแม้ฟ้าหลวงฯ ดำเนินการมาเป็นระยะเวลากว่า 40 ปี                            โดยมุ่งเน้นการทำงานด้านการฟื้นฟูผืนป่าควบคู่กับการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ซึ่งในช่วง 4 – 5 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ขยายผลการดำเนินงาน โดยนำความรู้เรื่องการฟื้นฟูดูแลป่าดอยตุงไปสู่ป่าชุมชนใน      12 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งตำบลสร้างถ่อน้อยแห่งนี้ เป็นหนึ่งในชุมชนที่ดูแลป่าชุมชนได้อย่างเข้มแข็ง       และต่อเนื่อง มีทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และพื้นฐานการประกอบอาชีพที่สามารถ      ต่อยอดได้อีกมาก และสิ่งสำคัญของโครงการนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการปลูกป่าเพียงอย่างเดียวแต่คือการปลูกคนเข้าด้วยกัน ผ่านการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน การสร้างงานสร้างอาชีพ และการพัฒนาศักยภาพของคนในพื้นที่ควบคู่กันไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้องและยั่งยืน ซึ่งเป็นภารกิจที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ดำเนินการมาโดยตลอด

สำหรับแนวทางการดำเนินงาน โครงการจะมุ่งพัฒนาพื้นที่สีเขียวด้วยการปลูกไม้เศรษฐกิจท้องถิ่นแบบเลียนแบบธรรมชาติ การฟื้นฟูระบบนิเวศ และการสนับสนุนการกักเก็บคาร์บอน ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่ ผ่านการส่งเสริมอาชีพ และการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษา     ดูงานในอนาคต ทั้งนี้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เชื่อมั่นว่า ความร่วมมือกับ BAM ในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนาพื้นที่ที่สมดุลในทุกมิติ และสามารถต่อยอดสู่ต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่อื่นต่อไปในอนาคต

เนสท์เล่ ลงนาม MOU มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พัฒนาสายพันธุ์กาแฟคุณภาพ

 

บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อร่วมกันพัฒนาสายพันธุ์กาแฟคุณภาพ พร้อมส่งเสริมการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืนในพื้นที่ภาคเหนือและพื้นที่อื่น ๆ และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเพาะปลูกกาแฟตามแนวทางการเกษตรเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) เพื่อให้เกษตรกรสามารถสร้างผลผลิตคุณภาพและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สร้างโอกาสการมีรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกาแฟไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

นายวิคเตอร์ เซียห์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าวว่า “เนสท์เล่ได้ร่วมมือกับโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 โดยมุ่งเน้นการศึกษาวิจัยสายพันธุ์กาแฟที่ฟาร์มกาแฟทดลองในบริเวณดอยตุง สอดคล้องกับโครงการในพระราชดำริฯ ทำให้เราสามารถพัฒนาสายพันธุ์กาแฟที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกในภาคเหนือ ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการร่วมกันพัฒนาศักยภาพการปลูกกาแฟไทยตั้งแต่ต้นน้ำ ผ่านการพัฒนาสายพันธุ์กาแฟคุณภาพที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกในพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งการส่งเสริมการเกษตรเชิงฟื้นฟู เพื่อดูแลและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยจะมีการส่งเสริมต้นกล้ากาแฟสายพันธุ์ดี และองค์ความรู้แก่เกษตรกรในชุมชนต่างๆ เพื่อสร้างโอกาสการมีรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกรไทย นับว่าสอดคล้องกับปรัชญาการดำเนินธุรกิจของเนสท์เล่ที่มุ่งสร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม (CSV) เนสท์เล่เชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมกาแฟไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่เกษตรกร ชุมชน และสิ่งแวดล้อม”

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการเดินหน้าพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมในระดับนานาชาติของมูลนิธิฯ โดยไม่ลืมที่จะเสริมศักยภาพให้เกษตรกรไทยสามารถพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนบนรากฐานของอาชีพการเกษตรของตนเอง พร้อมทั้งอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอันสำคัญไว้สำหรับคนรุ่นต่อไป หัวใจสำคัญของภารกิจนี้คือการยกระดับเกษตรกรท้องถิ่นให้ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการที่มีรายได้มั่นคง เพื่อให้ห่วงโซ่อุปทานกาแฟไทยเติบโตอย่างสง่างามและยั่งยืนในเวทีโลก พร้อมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการเกษตรของเรา สามารถรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมั่นคง”

ทั้งนี้ เนสท์เล่และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ต่างมีเป้าหมายการดำเนินงานในทิศทางเดียวกันและมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาการปลูกกาแฟ และยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร ผ่านการดำเนินงานแบบผสมผสาน และสนับสนุนชุมชน ตลอดจนร่วมพัฒนาการส่งเสริมและต่อยอดผลิตภัณฑ์จากชุมชนในพื้นที่ เพื่อพัฒนาห่วงโซ่อุปทานกาแฟอย่างยั่งยืนในอนาคต

สวทช. โดย เอ็มเทค และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พัฒนาโครงการต้นแบบผลิตถ่านชีวภาพจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร มุ่งลด PM2.5 และสร้างรายได้ให้ชุมชน

วันที่ 22 มิถุนายน 2569
ณ สำนักงานมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) ภายใต้ “โครงการต้นแบบการผลิตถ่านชีวภาพ (Biochar) จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในระดับชุมชน” เพื่อส่งเสริมการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ลดปัญหามลภาวะทางอากาศ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน

พิธีลงนามได้รับเกียรติจาก หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้บริหารและคณะทำงานจากทั้งสองหน่วยงาน เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

         

รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านวัสดุและสิ่งแวดล้อมของเอ็มเทคมาประยุกต์ใช้จริงในระดับชุมชน เพื่อสร้างต้นแบบการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม โดยเอ็มเทคจะสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยีการผลิตไบโอชาร์ และการพัฒนามาตรฐานการดำเนินงาน เพื่อยกระดับโครงการสู่มาตรฐานที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบคาร์บอนเครดิตได้ในอนาคต

ภายใต้กรอบความร่วมมือระยะเวลา 5 ปี ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันดำเนินการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในพื้นที่เป้าหมายเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอชาร์ เชื่อมโยงชุมชนสู่มาตรฐานสากล และจัดทำแนวปฏิบัติมาตรฐาน (Standard Operating Procedure: SOP) ให้สอดคล้องกับมาตรฐาน T-VER Premium หรือมาตรฐานเทียบเท่า เพื่อเป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตในอนาคต

ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน

38 ปี โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ต้นแบบที่ยังมีลมหายใจด้านสิ่งแวดล้อมของไทย จากภูเขาหัวโล้น สู่ “โมเดลความยั่งยืน” ที่คนทั่วโลกได้มาเรียนรู้และต่อยอด

เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก (5 มิถุนายน) ในวันที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ “โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย” โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตอกย้ำบทบาทต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้สำเร็จต้องทำทั้งระบบ ตั้งแต่การแก้ปัญหาเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของคน การสร้างอาชีพ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงการทำให้ชุมชนมีส่วนร่วมในอนาคตของพื้นที่ตนเอง

ตลอดระยะเวลาเกือบสี่ทศวรรษ ดอยตุงเปลี่ยนจากพื้นที่ภูเขาหัวโล้นที่เคยเผชิญปัญหาการปลูกพืชเสพติด การทำไร่เลื่อนลอย และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ สู่พื้นที่ป่าที่ฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์กว่า 90% ผ่านการจัดสรรพื้นที่ให้คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างสมดุล ควบคู่กับการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการขยะไม่ให้ไปสู่บ่อฝังกลบ การดูแลน้ำ การใช้พลังงานทดแทนและลดต้นทุน การนำของเหลือจากการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ การพัฒนาคาร์บอนเครดิตเพื่อสร้างประโยชน์ให้ชุมชน และการปลูกฝังเยาวชนให้เป็นผู้ดูแลทรัพยากรรุ่นต่อไป จนโครงการพัฒนาดอยตุงฯ กลายเป็น “โมเดลความยั่งยืน” เป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นต้นแบบการพัฒนาที่มีคณะศึกษาดูงานทั้งจากไทยและต่างประเทศเดินทางมาเรียนรู้หลายพันคนต่อปี พร้อมต่อยอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากพื้นที่สู่การเป็นที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนให้กับองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการพัฒนาอย่างยั่งยืนในบริบทของตนเอง

ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า“บทเรียนสำคัญของดอยตุงคือ ถ้าเราต้องการรักษาป่า เราต้องเข้าใจชีวิตของคนที่อยู่กับป่า การอนุรักษ์ที่ยั่งยืนไม่ใช่การห้ามคนใช้ทรัพยากรทั้งหมด แต่คือการออกแบบให้คนใช้ทรัพยากรอย่างพอดี มีระบบ มีความรับผิดชอบ และเห็นประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว วันนี้งานสิ่งแวดล้อมของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การฟื้นป่า แต่ขยายไปสู่การจัดการขยะ น้ำ พลังงาน คาร์บอน ความหลากหลายทางชีวภาพ และการสร้างเยาวชนในพื้นที่ให้เข้าใจคุณค่าของทรัพยากร เพราะสิ่งแวดล้อมจะยั่งยืนได้จริง ก็ต่อเมื่อชุมชนเป็นเจ้าของการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยตนเอง”

คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างเข้าใจ ระบบนิเวศกลับคืน ความสำเร็จของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ เกิดจากการจัดสรรการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างชัดเจน ทั้งป่าอนุรักษ์ ป่าเศรษฐกิจ ป่าใช้สอย พื้นที่ทำกิน และที่อยู่อาศัย เพื่อให้ชุมชนมีอาชีพ รายได้ และบทบาทในการดูแลทรัพยากร เมื่อคนมีทางเลือกในการดำรงชีวิต แรงกดดันต่อป่าธรรมชาติจึงลดลง และระบบนิเวศสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง

ความหลากหลายทางชีวภาพคือหลักฐานสำคัญของป่าที่กลับมามีชีวิต โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จึงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และติดตามข้อมูลในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งพืช สัตว์ป่า แหล่งน้ำ และระบบนิเวศโดยรอบ เพื่อใช้เป็นฐานในการวางแผนดูแลพื้นที่ให้คน ป่า และทรัพยากรธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้ในระยะยาว

การจัดการขยะภายในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ยึดหลักขยะต้องไม่จบที่บ่อฝังกลบ ทำให้ไม่มีขยะสู่บ่อฝังกลบตั้งแต่ปี 2561 แม้เป็นพื้นที่ที่มีทั้งสำนักงาน โรงงาน ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงแรม แหล่งท่องเที่ยว ชุมชน โรงเรียน และรองรับนักท่องเที่ยวปีละประมาณ 500,000 ถึง 600,000 คน โดยมีขยะที่ต้องบริหารจัดการประมาณ 102.4 ตันต่อปี หลักการสำคัญคือการแยกขยะตั้งแต่ต้นทางออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่ ขยะรีไซเคิล ขยะย่อยสลายได้ ขยะอันตราย ขยะทั่วไป ขยะติดเชื้อ และขยะอื่น ๆ ก่อนนำไปจัดการตามลักษณะของขยะแต่ละประเภท เช่น นำกลับมาใช้ใหม่ ทำเป็นอาหารสัตว์ ส่งต่อให้บริษัทที่ได้รับอนุญาต หรือนำไปใช้เป็นพลังงาน แนวทางนี้ช่วยเปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพยากรที่จัดการได้ครบวงจร และยังขยายผลไปสู่ชุมชนในพื้นที่ 29 หมู่บ้าน เพื่อให้ครัวเรือน โรงเรียน และชุมชนลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัด

ด้านการจัดการน้ำ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ดำเนินงานตั้งแต่การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การบำบัด การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ และการติดตามคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ เช่น สำนักงานกรุงเทพฯ ดอยตุงลอดจ์ ศูนย์ผลิตและจำหน่ายงานมือ โรงย้อม โรงกระดาษสา และพื้นที่แปลงแมคคาเดเมีย รวมถึงการกำจัดสีในน้ำทิ้งจากกระบวนการย้อม และนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ในกิจกรรมที่เหมาะสม ช่วยลดการใช้น้ำใหม่ ลดภาระต่อแหล่งน้ำธรรมชาติ และทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเดินหน้าไปพร้อมกับการดูแลระบบนิเวศต้นน้ำ

ด้านพลังงาน โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ใช้พลังงานทดแทนและมาตรการอนุรักษ์พลังงานให้เหมาะกับลักษณะงานของแต่ละพื้นที่ ตั้งแต่การติดตั้งโซลาร์เซลล์ การใช้ระบบแก๊สซิไฟเออร์จากถ่านไม้ไผ่ที่ได้จากไม้ไผ่ตายขุยในป่าไผ่ การใช้ระบบน้ำร้อนจากชีวมวลในกระบวนการต้ม ฟอก และย้อมผ้า รวมถึงการผลิตไบโอดีเซลเพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งหมดนี้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวมประมาณ 163.3 tCO2e ต่อปี และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้กว่า 1.46 ล้านบาทต่อปี สะท้อนว่า การลดคาร์บอนเริ่มได้จากการใช้ทรัพยากรในพื้นที่อย่างเหมาะสม และวัดผลให้ชัดเจนทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและต้นทุน

ผลิตภัณฑ์จากเศรษฐกิจหมุนเวียนภายใต้แบรนด์ดอยตุง (DoiTung) คืออีกตัวอย่างของการเปลี่ยนของเหลือจากการผลิตให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าโดยนำเศษวัสดุจากงานหัตถกรรม สิ่งทอ เซรามิก กาแฟ และแมคคาเดเมียกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ทั้งในรูปแบบสินค้า ส่วนผสมในกระบวนการผลิต และพลังงานชีวมวล ขณะเดียวกันน้ำเสียจากโรงย้อมยังผ่านการบำบัดและนำกลับมาใช้ประโยชน์ แนวทางนี้ทำให้ DoiTung ได้รับการรับรองมาตรฐานและฉลากด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อมหลายรายการ ทั้งโครงการประเมินการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนขององค์กร (Circular Economy Performance Assessment System หรือ CEPAS) จากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่, มาตรฐานระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับธุรกิจ (Circular Economy Management System for Business หรือ CEMS) จากบูโร เวอริทัส, มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 จาก CCQM (Con Cert Quality Management GmbH), ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product หรือ CFP) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) สำหรับผ้าพันคอและกาแฟที่ได้รับการขึ้นทะเบียน และฉลากผลิตภัณฑ์หมุนเวียน Circular Mark จากมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สำหรับกาแฟแคปซูล เป็นต้น

คาร์บอนเครดิตต้องกลับไปสร้างประโยชน์ให้ชุมชน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พัฒนาคาร์บอนเครดิตเพื่อเปลี่ยนคุณค่าของป่าที่ชุมชนร่วมดูแลให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และเป็นแรงจูงใจในการอนุรักษ์ระยะยาว โดยพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จำนวน 57,480 ไร่ ได้ขึ้นทะเบียนภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ Thailand Voluntary Emission Reduction Program (T-VER) และสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตได้ 419,513 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) พร้อมต่อยอดองค์ความรู้สู่โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อขยายการทำงานร่วมกับป่าชุมชนทั่วประเทศ

เยาวชนคือกำลังสำคัญของการดูแลทรัพยากรในอนาคต โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จึงสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้คนรุ่นใหม่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ Science Fair นิทรรศการพลังงานและสิ่งแวดล้อม กิจกรรม “พลังงานทดแทน สร้างอนาคตคาร์บอนต่ำ” และเครือข่ายดอยตุง Young Guardians ซึ่งเป็นเครือข่ายเยาวชนในพื้นที่ที่ร่วมเรียนรู้ ลงมือทำ และสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อมในชุมชน

จากภูเขาหัวโล้นสู่พื้นที่ป่าที่ฟื้นคืน จากชุมชนที่เคยขาดโอกาสสู่ชุมชนที่มีอาชีพและมีส่วนร่วมดูแลทรัพยากร ดอยตุงจึงเป็น “ต้นแบบมีชีวิต” ที่ยืนยันว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริง เมื่อคนกับธรรมชาติเติบโตไปด้วยกันอย่างสมดุลในระยะยาว

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กับบทบาทด้านการขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ ต่อยอดทุนธรรมชาติ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตอกย้ำบทบาทองค์กรต้นแบบด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนบนฐานของคนและธรรมชาติ เนื่องในเดือนแห่งความหลากหลายทางชีวภาพสากล (International Day for Biological Diversity) โดยในปี 2569 แนวคิดระดับโลกคือ “Acting locally for global impact” “ลงมือทำในระดับท้องถิ่น สร้างผลลัพธ์ระดับโลก” สะท้อนความสำคัญของการขับเคลื่อนจากพื้นที่จริงสู่ผลลัพธ์ในวงกว้าง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่มุ่งยกระดับงานอนุรักษ์และพัฒนาชุมชน สู่การสร้าง “ทุนธรรมชาติ” หรือ Natural Capital ที่สามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ โอกาส และการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความร่วมมือจากภาคเอกชน และทิศทางนโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ หรือ ประธานสายงาน NbS มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ (Chief Nature-Based Solutions Officer) กล่าวว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ ธุรกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน ท่ามกลางวิกฤตธรรมชาติที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงนำประสบการณ์จากการทำงานในพื้นที่จริง โดยเฉพาะแนวทาง “ปลูกคน ปลูกป่า” ที่พิสูจน์ผลลัพธ์มาเกือบ 4 ทศวรรษ มาต่อยอดสู่การขับเคลื่อนด้านความหลากหลายทางชีวภาพผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1. การใช้การแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน หรือ Nature-based Solutions (NbS)
2. การร่วมขับเคลื่อนด้านความหลากหลายทางชีวภาพในระดับชาติและสากล และ 3. การขยายผลและส่งต่อองค์ความรู้สู่ภาคธุรกิจผ่านบริการที่ปรึกษา

สำหรับยุทธศาสตร์แรก คือ ใช้การแก้ปัญหาโดยธรรมชาติเป็นฐาน Nature-based Solutions (NbS) ต่อยอดผลสัมฤทธิ์จากแนวทาง “ปลูกป่า ปลูกคน” โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย มากว่า 38 ปี ในพื้นที่ 91,779 ไร่ มาพร้อมกับฐานข้อมูลสิ่งมีชีวิตที่สำคัญของประเทศ โดยพบพันธุ์ไม้ถึง 1,459 ชนิด ซึ่งรวมถึงการค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลกถึง 12 ชนิด อาทิ นครินทรา เทียนดอยตุง และม่วงพายัพ นอกจากนี้ยังพบสัตว์ป่า 1,177 ชนิด โดยมี 8 ชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างเลียงผาและเต่าปูลู สะท้อนว่าแนวทางการดำเนินงานของมูลนิธิที่ดูแลคนและธรรมชาติไปด้วยกัน สามารถนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่ให้ประโยชน์แก่ทุกสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะชุมชน และทำให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น เริ่มส่งผลกระทบต่องานพัฒนา ทั้งต่อการเพาะปลูกและผลผลิตของชุมชน ระบบนิเวศ และความเสี่ยงจากภัยพิบัติ มูลนิธิฯ จึงเริ่มศึกษาและขับเคลื่อนการจัดการความเสี่ยงทางธรรมชาติ หรือ Nature-related Risks เพื่อเตรียมรับมือกับผลกระทบในระยะยาว

ด้านยุทธศาสตร์ที่ 2 การขับเคลื่อนด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติและสากล
นายธานิษฏ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า มูลนิธิ มุ่งมั่นขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ หรือ National Biodiversity Strategy and Action Plan (NBSAP) ผ่านความร่วมมือและการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ Office of Natural Resources and Environmental Policy and Planning (ONEP) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ Biodiversity-Based Economy Development Office (Public Organization) (BEDO) และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ หรือ National University of Singapore (NUS) เพื่อทำให้โครงการพัฒนาต่าง ๆ ของมูลนิธิฯ สามารถเป็นแบบอย่างด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

พร้อมกันนี้ยังอยู่ระหว่างการผลักดันดอยตุงสู่การเป็นพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์ หรือ Other Effective Area-based Conservation Measures (OECM) ภายใต้เป้าหมาย 30×30 หรือเป้าหมายการอนุรักษ์พื้นที่บกและทะเลอย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573
ขณะเดียวกันยังร่วมกับ BEDO ศึกษากลไกเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Credit) ภายใต้มาตรฐาน Terrasos จากประเทศโคลอมเบีย
นอกจากนี้เตรียมนำเสนอโมเดลการทำงานร่วมกับชุมชนในการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 17 หรือ the 17th meeting of the Conference of the Parties to the Convention on Biological Diversity (CBD COP17) ณ กรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย ในปลายปีนี้ เพื่อแสดงศักยภาพของไทยในการเป็นต้นแบบระดับภูมิภาค

ทั้งนี้มูลนิธิ ยังขยายพื้นที่ศึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพนอกพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จังหวัดเชียงราย ไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย อาทิ
• จัดทำฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพและการประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ ในป่าชายเลนเป้าหมาย จังหวัดตรัง พื้นที่ 10,832 ไร่ ระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี (ธันวาคม 2568 – พฤศจิกายน 2570) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศป่าชายเลน ประกอบด้วย มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ สำนักงาน กปร. และบริษัท ปตท.สำรวจ และ ผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
• ศึกษาความเป็นไปได้ในการขึ้นทะเบียนป่าชุมชน 11 แห่ง ภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์ (OECM) ผ่านการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 1.5 ล้านบาทจาก High Ambition Coalition for Nature and People (HAC) ซึ่งจะช่วยยกระดับบทบาทของชุมชนในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 3 คือการขยายผล และส่งต่อองค์ความรู้สู่ภาคธุรกิจผ่านบริการที่ปรึกษา โดยมูลนิธิฯ ได้ก้าวสู่การเป็นที่ปรึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ Biodiversity Advisory Service ให้กับภาคธุรกิจที่ต้องการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ดำเนินธุรกิจ เช่น โครงการ Rewilding ในพื้นที่ชลบุรี การพัฒนาระบบน้ำในพื้นที่เชียงดาว เป็นต้น โดยเน้นการวัดผลที่จับต้องได้
อย่างไรก็ตาม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เชื่อมั่นว่าการผนวกวิทยาศาสตร์เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มูลนิธิฯ
สั่งสมมาตลอด 38 ปี จะเป็น “ทางรอด” ที่สำคัญของเศรษฐกิจและโลกใบนี้ การขับเคลื่อนงานในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการแสดงผลสำเร็จจากอดีต แต่คือการสร้างระบบนิเวศแห่งอนาคตที่คน ป่า และธุรกิจเติบโตไปพร้อมกันอย่างสมดุลและยั่งยืน