corpcom
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดเวที MFLF Sustainability Forum 2026 ผนึกผู้นำภาครัฐ เอกชน วิชาการ และประชาสังคม ดัน “ทุนธรรมชาติ” สู่ฐานเศรษฐกิจใหม่ เชื่อมนโยบาย ธุรกิจ การเงิน และชุมชน เปลี่ยน Nature Positive จากแนวคิดสู่การลงมือทำ
เมื่อธรรมชาติไม่ใช่เพียงเรื่องของการอนุรักษ์ แต่เป็นทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงทางธุรกิจ
และทุนที่กำหนดอนาคตของประเทศ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงจัดงาน MFLF Sustainability Forum 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อเป็นเวทีกลางเชื่อมองค์ความรู้ นโยบาย เงินทุน และประสบการณ์จากการลงมือทำจริง พร้อมผนึกกำลังผู้นำจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และชุมชนกว่า 500 คน จากเกือบ 100 หน่วยงาน ร่วมผลักดัน “Nature-based Economy” หรือเศรษฐกิจที่เติบโตบนฐานธรรมชาติ ให้เกิดขึ้นจริงตั้งแต่ระดับนโยบาย งบการเงินและแผนการลงทุนของภาคธุรกิจ ไปจนถึงการสร้างรายได้และความมั่นคงให้แก่ชุมชนผู้ดูแลทรัพยากร
MFLF Sustainability Forum 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Nature Positive: เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปกติใหม่” โดยมี ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ ประธานกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และผู้แทนจากทุกภาคส่วน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569
ท่านผู้หญิงบุตรีกล่าวว่า วิกฤตสิ่งแวดล้อม ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ และภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรง กำลังส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และคุณภาพชีวิต ธรรมชาติจึงไม่ใช่เรื่องที่แยกออกจากการพัฒนา แต่เป็นรากฐานของชีวิตและระบบเศรษฐกิจทั้งหมด
“การเปลี่ยนธรรมชาติให้เป็นความปกติใหม่ ไม่ใช่ภาระของการพัฒนา แต่คือการออกแบบอนาคตให้ธรรมชาติทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่อย่างมั่นคง”

ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า โลกกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม 3 ด้านที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ประเทศไทยจึงต้องขยับจากการลดผลกระทบไปสู่ Nature Positive ซึ่งมุ่งหยุดยั้งการสูญเสียธรรมชาติและฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมาดีขึ้นอย่างแท้จริง
รัฐบาลกำลังเร่งสร้างโครงสร้างเชิงนโยบายและกฎหมายเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว โดยอยู่ระหว่างผลักดันร่างพระราชบัญญัติความหลากหลายทางชีวภาพ จำนวน 8 หมวด 63 มาตรา พร้อมแนวทางจัดตั้งกองทุนพัฒนาความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบกำกับดูแลการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ รวมถึงการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
ขณะเดียวกัน แนวคิด Nature Positive กำลังถูกบูรณาการเข้าสู่ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 พ.ศ. 2571 ถึง 2575 ผ่านเครื่องมือสำคัญ ได้แก่ Nature-based Solutions การขึ้นทะเบียนพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง หรือ OECMs การจัดทำบัญชีทุนธรรมชาติ หรือ Natural Capital Accounting การสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพผ่าน Bioeconomy ตลอดจนกลไก Green Loan และ Biodiversity Credit เพื่อดึงเงินทุนภาคเอกชนเข้าสู่การอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติ
ประเทศไทยยังตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่คุ้มครองทางบกและทะเล รวมถึงพื้นที่ OECMs ให้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของพื้นที่ประเทศภายในปี 2030 โดยปัจจุบันมีพื้นที่ OECMs ที่ได้รับการรับรองแล้ว 22 แห่ง รวมประมาณ 161.74 ตารางกิโลเมตร และมีพื้นที่ศักยภาพอีก 4 แห่ง รวมประมาณ 856.69 ตารางกิโลเมตร
นอกจากนี้ ภาครัฐได้นำกลไกทางการเงินมาเชื่อมโยงกับเป้าหมายความยั่งยืนของประเทศผ่าน Sustainability Bond และ Sustainability-linked Bond โดยกำหนดตัวชี้วัดทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือ 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี 2035 หรือลดลงร้อยละ 47 จากปี 2019 และการเพิ่มพื้นที่คุ้มครองให้บรรลุเป้าหมายร้อยละ 30 ภายในปี 2030
ดร.รวีวรรณเน้นย้ำว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะต้นทุน แต่สามารถนำไปสู่การวิจัย นวัตกรรม การต่อยอดเชิงพาณิชย์ และ New S Curve ใหม่ของประเทศได้ หากประเทศไทยมีกฎหมาย ระบบข้อมูล และกลไกแบ่งปันผลประโยชน์ที่ชัดเจน
“Nature Positive ไม่ใช่ภารกิจของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคธุรกิจ ชุมชน และองค์กรต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนความหลากหลายทางชีวภาพให้เป็นทั้งความมั่นคงของประเทศและโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่”

เวที Nature Positive Business: กลยุทธ์ธุรกิจในยุคที่ธรรมชาติเป็นหุ้นส่วน สะท้อนว่า ธรรมชาติเป็นทั้งทรัพยากรที่ธุรกิจพึ่งพา ความเสี่ยงที่ต้องบริหาร และโอกาสในการสร้างคุณค่าใหม่ ธุรกิจจึงต้องนำธรรมชาติเข้าไปอยู่ในการออกแบบเมือง การบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน และการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่ดำเนินการในฐานะกิจกรรมที่แยกออกจากธุรกิจหลัก
คุณปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด กล่าวว่า เมืองมีผลกระทบต่อการปล่อยคาร์บอนสูงถึงร้อยละ 60 การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จึงต้องมองไกลกว่าผลตอบแทนทางการเงิน โดยนำธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพกลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเมือง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สีเขียว พันธุ์พืช นก หรือระบบนิเวศที่เคยถูกตัดออกไปจากการออกแบบเพื่อให้ดูแลรักษาง่าย
“เราต้องใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ให้สูงขึ้น ใช้พื้นที่น้อยลง มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และทำให้ธรรมชาติดีขึ้น นั่นคือหัวใจของ Value Creation”

คุณจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท
ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมต้องมองทั้งการ “ปลูกคน ปลูกป่า และปลูกเมือง” เพราะพื้นที่ขนาดใหญ่ย่อมส่งผลต่อเส้นทางน้ำ ระบบนิเวศ และชุมชนโดยรอบ หากนิคมเข้าไปขวางทางน้ำ ชาวบ้านปลายน้ำย่อมได้รับผลกระทบทันที และท้ายที่สุดผลกระทบนั้นจะย้อนกลับมาเป็นความเสี่ยงของธุรกิจเอง การออกแบบพื้นที่จึงต้องเริ่มจากความเข้าใจธรรมชาติและชุมชน พร้อมมองการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมเป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทน ไม่ใช่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
“ESG ไม่ใช่ต้นทุน แต่คือ Investment เมื่อลงทุนแล้วต้องได้ผลตอบแทนกลับมา กรีนต้องกินได้ เพราะกรีนแล้วกินไม่ได้ มันอยู่ไม่ได้ และถ้าเราเริ่มก่อน เราจะเป็นผู้นำและเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์”

คุณสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า แม้ทรัพยากรธรรมชาติจะไม่ได้ปรากฏอยู่ในงบดุล แต่เป็นรากฐานของธุรกิจเครื่องดื่ม ตั้งแต่น้ำ น้ำตาล พลังงาน ไปจนถึงวัตถุดิบที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ การบริหารจัดการจึงต้องมองออกไปไกลกว่าโรงงาน ครอบคลุมชุมชน คู่ค้า และระบบลุ่มน้ำเดียวกัน เพราะเมื่อชุมชนได้รับผลกระทบ ธุรกิจและกำลังซื้อก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย
“เราจะดูแลแค่สินค้าของเราไม่ได้ และเรื่องนี้ไม่ได้จบอยู่เพียงในโรงงาน ธุรกิจต้องช่วยให้ระบบนิเวศรอบตัว คู่ค้า และชุมชนสามารถเดินหน้าต่อไปได้ด้วย”

เวที Nature Positive Society: จากภูเขา ผ่านแม่น้ำ ถึงทะเล เข้าใจเพื่อเปลี่ยนแปลง ชี้ให้เห็นว่า ระบบนิเวศไม่มีเส้นแบ่ง ความเปลี่ยนแปลงบนภูเขาส่งผลต่อแม่น้ำ และไหลต่อไปถึงพื้นที่ชายฝั่ง ทะเล ความมั่นคงทางอาหาร และรายได้ของชุมชน การจัดการจึงต้องมองทั้งระบบนิเวศ ควบคู่กับการใช้ข้อมูล วิทยาศาสตร์ และกลไกที่ทำให้ชุมชนสามารถดูแลทรัพยากรได้อย่างต่อเนื่อง
รศ.ดร.อภินันท์ สุวรรณรักษ์ คณบดีคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า แม่น้ำหลายสายกำลังเผชิญทั้งการปนเปื้อน การทับถมของตะกอน และการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ เมื่อก้อนหินและฐานของแพลงก์ตอนในท้องน้ำหายไป แมลงน้ำและปลาขนาดเล็กก็หายตาม จนแม่น้ำบางช่วงกลายเป็น “แม่น้ำทราย” ที่แทบไม่เหลือชีวิต
แม่น้ำยมเพียงสายเดียวสามารถผลิตปลาได้มากกว่า 4 ล้านกิโลกรัมต่อปี สะท้อนทั้งคุณค่าทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหารที่แม่น้ำมอบให้ แต่ปัจจุบันประมาณร้อยละ 85 ของปลาน้ำจืดที่บริโภคเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อปลาพื้นถิ่นและความหลากหลายทางชีวภาพในระยะยาว
“หากเราฟังเสียงปลา เราจะได้ยินเสียงของแม่น้ำ เพราะเมื่อปลาและสิ่งมีชีวิตในน้ำหายไป นั่นหมายถึงแม่น้ำกำลังสูญเสียความสามารถในการหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คน”
คุณบรรจง นฤพรเมธี ประธานวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงปลากระชังบ้านพรุจูด จังหวัดตรัง กล่าวว่า การปลูกป่าชายเลนหรือหญ้าทะเลอาจแก้ปัญหาได้เพียงระยะสั้น หากขาดกลไกที่ทำให้ชุมชนดูแลต่อได้ในระยะยาว การฟื้นฟูจึงต้องสร้างทั้งความเข้าใจ กติกาชุมชน อาชีพ และรายได้ เช่น การท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อให้คนในพื้นที่มีกำลังดูแลทรัพยากรอย่างต่อเนื่องแม้การสนับสนุนจากภายนอกสิ้นสุดลง
“เราไม่ได้เพียงปลูกหญ้าทะเล แต่ต้องปลูกหญ้าทะเลในใจคน และใช้ข้อมูลกับวิทยาศาสตร์เป็นเข็มทิศ เพื่อให้ชุมชนรู้ว่าควรฟื้นฟูอย่างไร โดยไม่เข้าไปแทรกแซงระบบนิเวศมากเกินไป”

คุณธานิษฏ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า แม้โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จะสามารถฟื้นฟูป่าและทำให้รายได้ของคนในพื้นที่เพิ่มขึ้นประมาณ 30 เท่าจากช่วงเริ่มต้น แต่ความท้าทายในปัจจุบันได้เปลี่ยนจากความยากจนและป่าเสื่อมโทรม ไปสู่ความผันผวนของภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นพายุฤดูร้อน ลูกเห็บตก หรือปัญหาดินถล่มที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
ข้อมูลจากพื้นที่พบว่า เมื่อพายุฤดูร้อนพัดผ่าน ป่าที่มีต้นสนเพียงชนิดเดียวได้รับความเสียหายจนยอดไม้หายไปถึงร้อยละ 80 ขณะที่ป่าบริเวณเดียวกันซึ่งมีพืชพรรณหลากหลายได้รับความเสียหายเพียงร้อยละ 2 แสดงให้เห็นว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เพียงคุณค่าด้านการอนุรักษ์ แต่เป็นภูมิคุ้มกันที่ช่วยให้ระบบนิเวศรับมือกับภัยพิบัติได้
“ธรรมชาติไม่ได้แยกออกเป็นส่วน ๆ การเปลี่ยนแปลงเพียงจุดเดียวสามารถสะเทือนไปถึงทั้งระบบ การดูแลคน ป่า น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพจึงต้องเกิดขึ้นพร้อมกันแบบบูรณาการ ภายใต้ขอบเขตพื้นที่ระบบนิเวศที่ธรรมชาติจัดสรรให้แก่เรา”

เวที Nature Positive Finance: ทุนธรรมชาติ รากฐานใหม่ของการเงินเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน สะท้อนว่า เงินที่ไหลไปสู่กิจกรรมซึ่งสร้างผลกระทบเชิงลบต่อธรรมชาติยังมีมากกว่าเงินที่ใช้ฟื้นฟูธรรมชาติในสัดส่วนประมาณ 30 ต่อ 1 หรือประมาณ 260 ล้านล้านบาทต่อปี เทียบกับเงินเพื่อการฟื้นฟูธรรมชาติประมาณ 7 ล้านล้านบาทต่อปี ภาคการเงินจึงต้องนำทุนธรรมชาติเข้าสู่ระบบข้อมูล การประเมินความเสี่ยง การเปิดเผยข้อมูล และการจัดสรรเงินทุนอย่างเป็นรูปธรรม
คุณขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจ เจ้าหน้าที่อาวุโสธนาคารโลกผู้รับผิดชอบประเทศไทย กล่าวว่า ธรรมชาติคือ Economic Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ แต่ระบบบัญชีปัจจุบันยังไม่สะท้อนว่าการเติบโตของ GDP เกิดขึ้นพร้อมกับการเสื่อมลงของธรรมชาติเท่าใด Natural Capital Accounting จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการวัดปริมาณและความสมบูรณ์ของทรัพยากร รวมถึงบริการจากระบบนิเวศ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ประเมินความเสี่ยงและประกอบการตัดสินใจทางการเงิน
“ถ้ามองประเทศไทยเป็นบริษัท ทุนธรรมชาติก็เปรียบเหมือนเครื่องจักร เมื่อใช้ไปย่อมเสื่อมลง หากเราไม่ดูแลหรือฟื้นฟู สุดท้ายเครื่องจักรนั้นก็จะไม่สามารถผลิตอะไรให้เราได้อีก”

คุณชนานันท์ สุภาดุลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ความเสื่อมโทรมของธรรมชาติส่งผ่านความเสี่ยงมาสู่ธุรกิจและสถาบันการเงินได้ทั้ง Physical Risk จากภัยธรรมชาติและการขาดแคลนทรัพยากร และ Transition Risk จากกติกาและมาตรฐานโลก เช่น ข้อกำหนด EUDR ซึ่งกำหนดให้สินค้าเกษตรที่ส่งออกไปสหภาพยุโรปต้องตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าไม่ได้มาจากพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่า
ประเทศไทยสามารถต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานด้าน Climate Finance ที่มีอยู่แล้วไปสู่ Nature Finance ผ่านกรอบ TNFD และ Thailand Taxonomy แต่ความท้าทายคือการวัดผลกระทบต่อธรรมชาติซึ่งมีความเฉพาะเจาะจงตามพื้นที่
“หัวใจสำคัญคือการวัดผลให้ได้ และทำให้ผลกระทบต่อธรรมชาติเชื่อมโยงกลับมาถึงสินค้าและการตัดสินใจในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นรูปธรรม”

คุณพิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องรอให้ตลาด Nature Positive หรือกฎกติกาทุกอย่างสมบูรณ์ก่อนจึงเริ่มลงมือ หากทุกฝ่ายมีเจตจำนงร่วมกัน สามารถเริ่มจากมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล กติกากลาง กลไกลดความเสี่ยง และแรงจูงใจ เพื่อดึงเงินทุนเอกชนเข้าสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ทันที โดยเสนอหลักการขับเคลื่อน 4 ด้าน ได้แก่ มุ่งเป้า วัดผล สร้างแรงจูงใจ และขยายผล
“กฎกติกาใหม่อาจต้องใช้เวลาเป็นสิบปีกว่าจะเกิดขึ้น แต่เงินทุนสามารถขยับได้ทันที ผลกระทบภายนอกของวันนี้ สามารถกลายเป็นสินทรัพย์ทางธรรมชาติของวันข้างหน้าได้”

คุณสฤณี อาชวานันทกุล กรรมการบริหาร เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน หรือ CFNT กล่าวว่า Nature Finance ต้องมุ่งฟื้นฟูธรรมชาติให้ดีกว่าเดิม โดยไม่ใช้แนวคิดแบบคาร์บอนเครดิตมาครอบเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพโดยตรง เพราะระบบนิเวศมีความเฉพาะถิ่นและไม่สามารถนำพื้นที่หนึ่งไปทดแทนอีกพื้นที่หนึ่งได้ การกำหนดตัวชี้วัดจึงต้องเข้าใจง่ายพอที่ภาคการเงินนำไปใช้ได้ แต่ไม่ง่ายจนกลายเป็นการฟอกเขียว
“เงินยิ่งใช้ยิ่งลดค่า แต่ธรรมชาติยิ่งฟื้นฟูยิ่งเพิ่มค่า สิ่งที่เราต้องวัดจึงไม่ใช่เพียงจำนวนต้นไม้ที่ปลูก แต่คือความสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่กลับคืนมา”

อีกหนึ่งเวทีสำคัญถ่ายทอดผลลัพธ์จาก 5 ธุรกิจชุมชนที่เข้ารอบสุดท้ายในโครงการบ่มเพาะผู้นำการพัฒนาธุรกิจชุมชนอย่างยั่งยืน 2569 ซึ่งต่อยอดจากการสร้างอาชีพภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมุ่งเปลี่ยนเงินสนับสนุนจากคาร์บอนเครดิตให้เป็นทุนตั้งต้นสำหรับสร้างธุรกิจ รายได้ และเศรษฐกิจสีเขียวที่ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้

ธุรกิจทั้ง 5 แห่งแสดงให้เห็นว่า ทุนธรรมชาติและปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่สามารถพัฒนาเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจได้ ตั้งแต่การนำรายได้จากธุรกิจกลับไปสนับสนุนการจัดการป่าชุมชน การสร้างอาชีพให้ผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขง การเปลี่ยนขยะทะเลเป็นงานสร้างสรรค์ การนำใบไม้แห้งมาพัฒนาเป็นวัสดุบำรุงดินและลดความเสี่ยงจากไฟป่า ไปจนถึงการเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นพลังงานสำหรับภาคการเกษตร
เวทีนี้ตอกย้ำว่า การอนุรักษ์จะยั่งยืนได้เมื่อชุมชนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับเงินสนับสนุน แต่สามารถเป็นผู้ประกอบการที่สร้างรายได้ บริหารทุน และนำผลกำไรกลับไปดูแลทรัพยากรของตนเอง ทำให้ “คนอยู่ได้ ป่าอยู่รอด” และขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นไปพร้อมกัน
หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวสรุปว่า มูลนิธิฯ ยึดถือคำว่า “คนหิว ป่าหาย” มาโดยตลอด เพราะตราบใดที่คนยังขาดทางเลือกและรายได้ ป่าก็ยังคงถูกใช้เพื่อความอยู่รอด แต่บทเรียนจากทุกเวทีแสดงให้เห็นว่า สมการดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงตลอดไป หากสามารถทำให้ป่าและสิ่งแวดล้อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรายได้และการดำเนินธุรกิจ
“ผมอยากให้ทุกคนนึกถึงตาชั่ง ฝั่งหนึ่งคือความเจริญ อีกฝั่งหนึ่งคือทรัพยากรธรรมชาติ และสามเหลี่ยมที่อยู่ข้างล่างซึ่งทำให้ตาชั่งสมดุลก็คือคน พวกเราทุกคนเป็นผู้กำหนดทิศทางของตาชั่งนั้น”

หม่อมหลวงดิศปนัดดาเสนอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนา Nature-based Economy หรือเศรษฐกิจที่เติบโตบนฐานของธรรมชาติ โดยเชื่อมกระบวนการตั้งแต่การประเมินมูลค่าและผลกระทบต่อธรรมชาติผ่าน Natural Capital Accounting การเปิดเผยข้อมูลการใช้ทรัพยากรและผลกระทบของธุรกิจอย่างโปร่งใส การนำข้อมูลดังกล่าวไปสะท้อนในงบดุล งบการเงิน และแผนการลงทุน ไปจนถึงการใช้ข้อมูลประกอบการประเมินความเสี่ยงและจัดสรรเงินทุนเข้าสู่การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนผู้ดูแลทรัพยากร
กระบวนการดังกล่าวจะทำให้ภาคธุรกิจมองเห็นทั้ง “ไข่แดง” หรือทรัพยากรที่ใช้และผลกระทบจากการดำเนินงานโดยตรง และ “ไข่ขาว” หรือผลกระทบที่ขยายไปสู่ห่วงโซ่คุณค่า ชุมชน และระบบนิเวศโดยรอบ พร้อมลดช่องว่างระหว่างภาคธุรกิจ นักการเงิน หน่วยงานรัฐ และชุมชน โดยมีธรรมชาติเป็นตัวเชื่อมทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน
“เราต้องเปลี่ยนมุมมองจากการเห็นธรรมชาติเป็นค่าใช้จ่าย ไปสู่การมองว่าการฟื้นฟูธรรมชาติคือการลงทุนที่สามารถวัดค่าตอบแทนได้ คำถามคือ Cost of Inaction หรือต้นทุนของการไม่ลงมือทำนั้นคือเท่าไร เพราะหากวันนี้เราไม่ลงมือ วันข้างหน้าต่อให้มีเงินมากเพียงใดก็อาจแก้ปัญหาไม่ได้ เนื่องจากเราไม่มีเวลาเหลืออีกแล้ว”
นอกจากการวัดมูลค่าและนำธรรมชาติเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแล้ว หม่อมหลวงดิศปนัดดายังเสนอให้ผลักดันการรับรอง Nature Rights หรือสิทธิของธรรมชาติ เพื่อให้ธรรมชาติมีสิทธิในการฟื้นฟูและรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ไม่ใช่ถูกมองเพียงในฐานะทรัพยากรที่มนุษย์มีสิทธินำมาใช้ประโยชน์
“เราชอบพูดกันเรื่องสิทธิมนุษยชน หรือ Human Rights แต่เวลาที่เราพูดถึง Human Rights เรามองตัวเรามากเกินไป วันนี้ผมอยากเพิ่มอีกสิทธิหนึ่ง คือ Nature Rights สิทธิของธรรมชาติ ทำอย่างไรให้ธรรมชาติมีสิทธิที่จะฟื้นฟูตัวเอง มีสิทธิที่จะบูรณาการระบบนิเวศต่าง ๆ เพื่อให้พวกเราสามารถอยู่ได้ มีชีวิตที่ดีขึ้น และมีอนาคตที่ดียิ่งขึ้น”
นอกจากเวทีหลัก ภายในงานยังมีกิจกรรมย่อยภาคบ่าย 4 หัวข้อ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมเจาะลึกเครื่องมือและแนวทางนำ Nature Positive ไปประยุกต์ใช้ในองค์กร ได้แก่ ความรู้พื้นฐานด้านธุรกิจและความหลากหลายทางชีวภาพ (Business & Biodiversity 101) ร่วมจัดกับพีดับบลิวซี ประเทศไทย การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการประเมินความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ (Climate Adaptation & Climate Risk Assessment) ร่วมจัดกับบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) การบริหารจัดการน้ำอย่างมีความรับผิดชอบ (Water Stewardship) ร่วมจัดกับกลุ่มธุรกิจ TCP และคลินิกให้คำปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG Clinic) ร่วมจัดกับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อเชื่อมองค์ความรู้จากเวทีหลักไปสู่การประเมินความเสี่ยง การวางกลยุทธ์ และการลงมือปฏิบัติในบริบทจริงของแต่ละองค์กร
MFLF Sustainability Forum 2026 จึงไม่ได้จบลงเพียงการแลกเปลี่ยนแนวคิด แต่ได้วางกระบวนการขับเคลื่อนที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การสร้างกฎหมายและเป้าหมายระดับประเทศ การประเมินและเปิดเผยข้อมูลทุนธรรมชาติ การนำข้อมูลเข้าสู่การตัดสินใจทางธุรกิจและการเงิน การออกแบบกลไกที่ส่งเงินทุนถึงพื้นที่ ไปจนถึงการสร้างอาชีพให้คนสามารถดูแลธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน
ธุรกิจที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน คือธุรกิจที่ต้องดึงธรรมชาติเข้ามาเป็นปัจจัยในการเติบโตควบคู่กัน และนี่คือสิ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป


มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โชว์เคสป่าชุมชน “อำนาจเจริญ” ใช้คาร์บอนเครดิตเป็นกลไกดูแลป่าโซนอีสาน ต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากจากกองทุนพัฒนาอาชีพ
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถอดบทเรียนความสำเร็จของพื้นที่ ป่าชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ หลังเข้าร่วม โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตั้งแต่ปี 2566 จนพิสูจน์ให้เห็นว่า คาร์บอนเครดิตสามารถเป็นมากกว่ากลไกด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ชุมชนมีระบบดูแลป่า มีทุนพัฒนาอาชีพ และสร้างรายได้จากฐานทรัพยากรของตนเองได้อย่างยั่งยืน และล่าสุดพื้นที่ดังกล่าวอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการทวนสอบและยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตต่อองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. โดยมีพื้นที่ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER 12,645.31 ไร่ คาดว่าจะได้คาร์บอนเครดิตรายปี 11,275 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี พร้อมต่อยอดป่าชุมชนสู่เส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้สนใจด้านความยั่งยืนได้เรียนรู้ว่า การอนุรักษ์ป่าสามารถเดินไปพร้อมกับการพัฒนาอาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตของชุมชนในระยะยาวได้จริง
ทั้งนี้ โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2563 โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ใช้กลไกคาร์บอนเครดิตสนับสนุนให้ชุมชนดูแลป่าและดูแลตนเองได้พร้อมกัน ผ่านการจัดตั้ง 2 กองทุนสำคัญ ได้แก่ กองทุนดูแลป่า และกองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อให้ชุมชนมีงบประมาณสำหรับทำแนวกันไฟ ลาดตระเวน เฝ้าระวังไฟป่า ฟื้นฟูป่า พัฒนาอาชีพ และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากรของตนเอง
ปัจจุบัน โครงการดังกล่าวได้ดำเนินโครงการมาในระยะที่ 5 แล้ว โดยจังหวัดอำนาจเจริญอยู่ในโครงการระยะที่ 3 ซึ่งเริ่มดำเนินงานในปี 2566 ครอบคลุมพื้นที่ป่าชุมชนในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ยโสธร และอำนาจเจริญ โดยมีภาคเอกชนจากหลายอุตสาหกรรมเข้าร่วมสนับสนุน ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจเครื่องดื่ม พลังงาน ปิโตรเคมี การเงินและธนาคาร การบิน อสังหาริมทรัพย์ สินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงเกษตรอาหาร สะท้อนให้เห็นว่าโมเดลความยั่งยืนจากดอยตุงสามารถขยายผลสู่พื้นที่ต่าง ๆ ได้จริง และการดูแลป่าชุมชนไม่ได้เป็นเพียงภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่เป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ ภาคธุรกิจ และคุณภาพชีวิตของชุมชนเข้าด้วยกัน

นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้นำประสบการณ์จากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ มาปรับใช้ในการขยายโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนไปยังป่าชุมชนในหลายภูมิภาคทั่วประเทศ โดยภาคอีสานเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่มีทั้งความเข้มแข็งของชุมชน ฐานทรัพยากรป่าชุมชน และความพร้อมของผู้นำท้องถิ่น ปัจจุบันในภาคอีสานมีพื้นที่ดำเนินงานในจังหวัดอำนาจเจริญและจังหวัดยโสธร
“สิ่งที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ให้ความสำคัญคือการทำให้การดูแลป่าเชื่อมโยงกับชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง ป่าชุมชนไม่ใช่เพียงพื้นที่อนุรักษ์ แต่เป็นฐานทรัพยากร ฐานอาชีพ และฐานเศรษฐกิจของคนในพื้นที่ หากชุมชนมีระบบบริหารจัดการที่เข้มแข็ง คาร์บอนเครดิตจะเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยให้การดูแลป่าเกิดความต่อเนื่อง และสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนได้ในระยะยาว” นายสมิทธิกล่าว

คุณปฐมพร ทรงลิลิตชูวงศ์ ผู้จัดการโครงการอาวุโส มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า พื้นที่ป่าชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ มีพื้นที่ป่าชุมชนตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน 16,385 ไร่ และพื้นที่ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER 12,645.31 ไร่ ครอบคลุม 13 หมู่บ้าน 1,761 ครัวเรือน หรือประชาชนที่เกี่ยวข้อง 7,596 คน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสำรวจและปรับปรุงข้อมูลพื้นที่โครงการ เพื่อยืนยันขอบเขตพื้นที่ ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอน จัดทำรายงานติดตามผลปริมาณก๊าซเรือนกระจก ทวนสอบโดยผู้ประเมินภายนอก และยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตต่อ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.
โดยชุมชนทั้ง 13 หมู่บ้านได้รับการสนับสนุนเพื่อนำไปบริหารจัดการผ่าน 2 กองทุน โดยกองทุนดูแลป่าใช้สำหรับกิจกรรมป้องกันไฟป่า การทำแนวกันไฟ การลาดตระเวน การเฝ้าระวังไฟป่า การปลูกป่าเสริม และการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันไฟป่า ส่วนกองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนช่วยให้ชุมชนมีงบประมาณสำหรับพัฒนาพื้นที่และต่อยอดกิจกรรมสร้างรายได้ระหว่างรอคาร์บอนเครดิต อาทิ การแปรรูปอาหารพื้นถิ่น งานหัตถกรรม และการผลิตวัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์
ขณะเดียวกัน ชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อยยังอยู่ระหว่างการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ร่วมกับภาคี ภายใต้โครงการ Village to the World Season 5 ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยมีบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เป็นหนึ่งในภาคีที่ร่วมสนับสนุนการยกระดับพื้นที่สู่แหล่งเรียนรู้ด้านความยั่งยืน เพื่อเชื่อมโยงทุนธรรมชาติ วิถีชีวิต และศักยภาพของชุมชนให้เกิดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ ควบคู่กับการดูแลทรัพยากรในระยะยาว
“จุดเด่นของพื้นที่นี้คือ ป่าดงใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงผืนป่าอนุรักษ์ แต่เป็นทุนชีวิตของชุมชน ทั้งในฐานะแหล่งอาหารตามฤดูกาล แหล่งรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติ ฐานอาชีพ และพื้นที่ที่กำลังต่อยอดไปสู่เส้นทางท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ถือเป็นพื้นที่ที่มีการบริหารจัดการดูแลป่า ชุมชน และการเปลี่ยนทรัพยากรท้องถิ่นให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ”
ป่าดงใหญ่ในตำบลสร้างถ่อน้อยยังมีความโดดเด่นในฐานะ “ซูเปอร์มาร์เก็ตธรรมชาติ” ของชุมชน เป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งรายได้ และพื้นที่ชีวิตของคนในตำบล ไม่ว่าจะเป็นเห็ดตามฤดูกาล ไข่มดแดง แมงจินูน แมงแคง ปลาและทรัพยากรธรรมชาติจากแหล่งน้ำ ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานศิลปะหัตถกรรม เช่น การทอผ้าไหม งานจักสาน การแปรรูปผลผลิตจากธรรมชาติ และการผลิตวัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์แบบอัดเม็ด ซึ่งสะท้อนการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และการต่อยอดกองทุนพัฒนาชุมชนให้เกิดรายได้หมุนเวียนในพื้นที่
ด้านนายตะนุ สมนาม ประธานป่าชุมชนบ้านคำข่า และกำนันตำบลสร้างถ่อน้อย กล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการทำให้ชุมชนมองเห็นคุณค่าของการดูแลป่าชัดเจนขึ้น จากเดิมที่ชาวบ้านช่วยกันรักษาป่าดงใหญ่ในฐานะแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ และพื้นที่ชีวิตของคนทั้งตำบล วันนี้การดูแลป่ามีแผน มีหน้าที่ และมีเป้าหมายร่วมกันมากขึ้น ทั้งการเฝ้าระวังไฟป่า การดูแลแนวกันไฟ การลาดตระเวน และการร่วมกันคิดว่าจะใช้ทรัพยากรในชุมชนอย่างไรให้เกิดประโยชน์โดยไม่ทำลายป่า
“สิ่งที่ชุมชนภูมิใจคือ ป่าดงใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงป่าที่ชาวบ้านช่วยกันรักษา แต่กำลังกลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่สร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน คาร์บอนเครดิตจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เกี่ยวข้องกับอาหาร อาชีพ รายได้ และอนาคตของลูกหลานในพื้นที่โดยตรง” นายตะนุกล่าว

สำหรับเส้นทางท่องเที่ยวที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ชุมชนจะเปิดให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้เรื่องป่าชุมชน การวัดต้นไม้เพื่อประเมินคาร์บอนเครดิต การนั่งซาเล้งชมเส้นทางป่าที่พัฒนาจากแนวลาดตระเวนและแนวกันไฟ การทำ Eco print จากสีธรรมชาติ การชมผ้าไหมและงานหัตถกรรมท้องถิ่น การเยี่ยมชมบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ส่างท่อ และการล่องเรือลำเซบาย เพื่อสัมผัสธรรมชาติสองฝั่งน้ำที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของป่าภาคอีสาน
ทั้งนี้ โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนดำเนินงานครอบคลุมป่าชุมชน 303 ชุมชน ใน 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แม่ฮ่องสอน ตาก กำแพงเพชร อุทัยธานี กระบี่ ยโสธร อำนาจเจริญ น่าน ลำปาง รวมพื้นที่ 287,944 ไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์ 161,171 คน จาก 52,359 ครัวเรือน และมีหน่วยงานร่วมสนับสนุน 30 องค์กร โดยผลการดำเนินโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลป่าและป้องกันไฟป่า โดยจากการติดตามพื้นที่เสียหายจากไฟป่าก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ พบว่า พื้นที่โครงการระยะที่ 1-2 ลดพื้นที่เสียหายจากไฟป่าจากค่าเฉลี่ย 11.41% เหลือ 1.99% ในปี 2567 ขณะที่โครงการระยะที่ 3 ลดลงจากค่าเฉลี่ย 8.17% เหลือ 1.18% ในปี 2568 และโครงการระยะที่ 4 ลดลงจาก 21.75% เหลือ 0.77% ชี้ให้เห็นว่ากลไกกองทุนดูแลป่าและการบริหารจัดการโดยชุมชนสามารถช่วยลดการเกิดไฟป่า ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากไฟป่าได้อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อชุมชนมีทรัพยากร มีระบบบริหารจัดการ และมีแรงจูงใจที่เป็นธรรม ป่าชุมชนสามารถเป็นทั้งเครื่องมือด้านสภาพภูมิอากาศ ฐานเศรษฐกิจท้องถิ่น และหลักประกันคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

สืบสานศิลปวัฒนธรรมกะเหรี่ยง
อาจารย์นคร พงษ์น้อย (กลาง) ผู้อำนวยการอุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง จัดนิทรรศการ
“งานศิลปะชนเผ่ากะเหรี่ยง” รวบรวมผลงานโดดเด่นของศิลปินชาวกะเหรี่ยงจากทั่วประเทศ โดยมี ร้อยเอก จิทัศ ศรสงคราม (ที่ 2 จากซ้าย) กรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา (ที่ 3 จากขวา), ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล (ที่ 2 จากขวา) และภาวนา เนียมลอย (ที่ 3 จากซ้าย) ร่วมงาน
ณ อุทยานศิลปวัฒนธรรม แม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569
หมายเหตุ : นิทรรศการ “งานศิลปะชนเผ่ากะเหรี่ยง” เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา 08.00–16.30 น. ณ อุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย




31 ปี วันคล้ายวันสวรรคต “สมเด็จย่า” มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จัดกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ “สมเด็จย่า” ครบรอบ 31 ปี วันที่ 18 กรกฎาคมของทุกปี ผ่านการจัดกิจกรรมปลูกป่าเสริมฟื้นฟูระบบนิเวศดอยตุง นิทรรศการประจำปี “งานศิลปะชนเผ่ากะเหรี่ยง” พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศล และพิธีถวายพานขันดอกสักการะ เพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมสืบสานพระราชปณิธาน “ปลูกป่า ปลูกคน” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการฟื้นฟูผืนป่า การดูแลระบบนิเวศ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน อันเป็นแนวทางสำคัญที่มูลนิธิฯ ยังคงดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนและธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ณ จังหวัดเชียงราย เมื่อวันเร็วๆ นี้
เริ่มต้นด้วยกิจกรรมภายใต้ “โครงการฟื้นฟูและปรับสภาพป่า (ปลูกป่าเสริม) สืบสานพระราชดำริ พลิกฟื้นคืนป่าธรรมชาติดั้งเดิม” โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมกับหน่วยงานราชการและราษฎรในพื้นที่ ปลูกกล้าไม้ท้องถิ่นกว่า 20 ชนิด จำนวน 2,000 ต้น บนพื้นที่ 50 ไร่ ฟื้นฟูป่าที่ได้รับความเสียหายจากไฟป่าและปรากฏการณ์ “ไผ่ตายขุย” เมื่อปี 2567 พร้อมเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอน ณ บริเวณหมู่บ้านแม่เปิน ตำบลแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา กรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า พระราชปณิธาน “ฉันจะปลูกป่าบนดอยตุง” ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สะท้อนถึงสายพระเนตรอันยาวไกลของสมเด็จย่า ทรงให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูป่ามาตั้งแต่กว่า 50 ปีก่อน ขณะที่ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเผชิญกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง จนการฟื้นฟูธรรมชาติกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งดำเนินการ
กิจกรรมครั้งนี้ได้นำถุงเพาะกล้าที่ผลิตจากแป้งมันสำปะหลังและสามารถย่อยสลายในดินได้ภายใน 4 สัปดาห์มาใช้ เพื่อลดขยะพลาสติกและป้องกันรากกล้าไม้จากการบอบช้ำระหว่างปลูก พร้อมนำซากไผ่แห้งมาแปรรูปเป็นไบโอชาร์สำหรับปรับปรุงดินและลดเชื้อเพลิงสะสมในป่า โดยคาดว่าการปลูกป่าครั้งนี้จะช่วยเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนได้ประมาณ 35 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

ในเวลาต่อมา อาจารย์นคร พงษ์น้อย ผู้อำนวยการอุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง จัดนิทรรศการประจำปีภายใต้ชื่อ “งานศิลปะชนเผ่ากะเหรี่ยง” รวบรวมผลงานโดดเด่นของศิลปินชาวกะเหรี่ยงจากทั่วประเทศ โดยมี ร้อยเอก จิทัศ ศรสงคราม กรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา, ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล และภาวนา เนียมลอย ร่วมงาน นิทรรศการจัดขึ้นเพื่อเผยแพร่และสืบสานศิลปะวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา 08.00–16.30 น. ณ หอแก้ว อุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย


ขณะเดียวกัน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ วัดพระแก้ว อำเภอเมืองเชียงราย
ปิดท้ายกิจกรรมด้วย พิธีถวายพานขันดอกสักการะ ซึ่ง จังหวัดเชียงราย ร่วมกับ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จัดขึ้น ณ อุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง (ไร่แม่ฟ้าหลวง) อำเภอเมืองเชียงราย เพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จย่า
โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้แทนจากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนชาวเชียงรายเข้าร่วมพิธี

BAM ผนึก มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ลงนาม MOU พลิก NPA 33 ไร่ เดินหน้า “โครงการพัฒนาพื้นที่สีเขียวต้นแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” เป็นพื้นที่แห่งคุณค่า สู่ชุมชนและสิ่งแวดล้อม
บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้า “โครงการพัฒนาพื้นที่สีเขียวต้นแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” บนพื้นที่ 33 ไร่ จังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อพัฒนาพื้นที่ทรัพย์สินรอการขาย (NPA) ของ BAM ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม
นางทองอุไร ลิ้มปิติ ประธานกรรมการ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ระหว่าง BAM และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ นับเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงพลังของการบูรณาการระหว่างภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และชุมชน ในการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล โดย BAM ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพย์สินควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้แก่สังคม ตามแนวทางการดำเนินธุรกิจตามหลักความยั่งยืน หรือ ESG และ CSR in Process ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว ไปจนถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
ทั้งนี้ โครงการยังสอดคล้องกับนโยบาย “ความดี 5 ประการ” ของ BAM คือ ดีต่อประเทศ ดีต่อสังคม ดีต่อลูกค้า ดีต่อผู้ถือหุ้น และดีต่อพนักงาน อีกทั้ง มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นต้นแบบของการ ใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างสร้างสรรค์ และเกิดคุณค่าร่วมต่อทุกภาคส่วนในระยะยาว รวมถึงเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศ และสามารถขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ สะท้อนแนวคิดการเปลี่ยน “พื้นที่ว่าง” ให้เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ที่สามารถสร้างประโยชน์แก่ชุมชน สร้างอาชีพ สร้างรายได้และการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างยั่งยืน
ด้าน ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า BAM มีวิสัยทัศน์ที่มุ่งก้าวสู่การเป็น “ผู้สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน Value Creator” อย่างเต็มรูปแบบ โดยเชื่อว่าการบริหารทรัพย์ในปัจจุบันต้องสร้างทั้งผลตอบแทนทางธุรกิจควบคู่กับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม การพัฒนาพื้นที่สีเขียวดังกล่าวเป็นตัวอย่างของการนำทรัพย์ NPA มาพัฒนาเพิ่มคุณค่าในทุกมิติ โดยโครงการบนพื้นที่ 33 ไร่ ในตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญนั้น แบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ พื้นที่ 31 ไร่ จะได้รับการฟื้นฟูตามแนวทางปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ ด้วยไม้ท้องถิ่น 20 ชนิด รวมจำนวน 3,600 ต้น ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและพัฒนาเป็นพื้นที่ สีเขียว เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และพัฒนาเป็นโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย (T-VER) ซึ่งคาดว่าจะสามารถกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 29.45 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และพื้นที่อีก 2 ไร่ สำหรับการใช้ประโยชน์ของชุมชนเชิงเศรษฐกิจและสังคม ผ่านการสร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาทักษะอาชีพให้กับประชาชนในพื้นที่กว่า 6,390 คน ครอบคลุม 13 หมู่บ้าน อาทิ ตลาดสินค้าเกษตรและพื้นที่ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น การเพาะกล้าไม้ การปลูก และการดูแลรักษาพื้นที่ในระยะยาว โดยรูปแบบการพัฒนาจะดำเนินการบนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมและความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง
“การลงทุนลักษณะนี้ไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นการลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพของสินทรัพย์ และสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรในระยะยาว ทั้งยังเป็นการวางรากฐานเพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพย์ในอนาคต โดย BAM มีเป้าหมายต่อยอดสู่การพัฒนาสินทรัพย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Asset Portfolio) ในวงกว้างต่อไป และอีกหนึ่งความสำคัญของโครงการ คือการเป็นพื้นที่เชื่อมต่อระบบนิเวศระหว่างผืนป่าดงใหญ่และ สวนสัตว์เปิดเฉลิมพระเกียรติ ช่วยเพิ่มความต่อเนื่องของพื้นที่สีเขียว เสริมความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนในระยะยาว” ดร.รักษ์ กล่าว
ขณะที่ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า มูลนิธิแม้ฟ้าหลวงฯ ดำเนินการมาเป็นระยะเวลากว่า 40 ปี โดยมุ่งเน้นการทำงานด้านการฟื้นฟูผืนป่าควบคู่กับการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ซึ่งในช่วง 4 – 5 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ขยายผลการดำเนินงาน โดยนำความรู้เรื่องการฟื้นฟูดูแลป่าดอยตุงไปสู่ป่าชุมชนใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งตำบลสร้างถ่อน้อยแห่งนี้ เป็นหนึ่งในชุมชนที่ดูแลป่าชุมชนได้อย่างเข้มแข็ง และต่อเนื่อง มีทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และพื้นฐานการประกอบอาชีพที่สามารถ ต่อยอดได้อีกมาก และสิ่งสำคัญของโครงการนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการปลูกป่าเพียงอย่างเดียวแต่คือการปลูกคนเข้าด้วยกัน ผ่านการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน การสร้างงานสร้างอาชีพ และการพัฒนาศักยภาพของคนในพื้นที่ควบคู่กันไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้องและยั่งยืน ซึ่งเป็นภารกิจที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ดำเนินการมาโดยตลอด
สำหรับแนวทางการดำเนินงาน โครงการจะมุ่งพัฒนาพื้นที่สีเขียวด้วยการปลูกไม้เศรษฐกิจท้องถิ่นแบบเลียนแบบธรรมชาติ การฟื้นฟูระบบนิเวศ และการสนับสนุนการกักเก็บคาร์บอน ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่ ผ่านการส่งเสริมอาชีพ และการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษา ดูงานในอนาคต ทั้งนี้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เชื่อมั่นว่า ความร่วมมือกับ BAM ในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนาพื้นที่ที่สมดุลในทุกมิติ และสามารถต่อยอดสู่ต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่อื่นต่อไปในอนาคต

เนสท์เล่ ลงนาม MOU มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พัฒนาสายพันธุ์กาแฟคุณภาพ
บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อร่วมกันพัฒนาสายพันธุ์กาแฟคุณภาพ พร้อมส่งเสริมการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืนในพื้นที่ภาคเหนือและพื้นที่อื่น ๆ และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเพาะปลูกกาแฟตามแนวทางการเกษตรเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) เพื่อให้เกษตรกรสามารถสร้างผลผลิตคุณภาพและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สร้างโอกาสการมีรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกาแฟไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
นายวิคเตอร์ เซียห์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าวว่า “เนสท์เล่ได้ร่วมมือกับโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 โดยมุ่งเน้นการศึกษาวิจัยสายพันธุ์กาแฟที่ฟาร์มกาแฟทดลองในบริเวณดอยตุง สอดคล้องกับโครงการในพระราชดำริฯ ทำให้เราสามารถพัฒนาสายพันธุ์กาแฟที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกในภาคเหนือ ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการร่วมกันพัฒนาศักยภาพการปลูกกาแฟไทยตั้งแต่ต้นน้ำ ผ่านการพัฒนาสายพันธุ์กาแฟคุณภาพที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกในพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งการส่งเสริมการเกษตรเชิงฟื้นฟู เพื่อดูแลและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยจะมีการส่งเสริมต้นกล้ากาแฟสายพันธุ์ดี และองค์ความรู้แก่เกษตรกรในชุมชนต่างๆ เพื่อสร้างโอกาสการมีรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกรไทย นับว่าสอดคล้องกับปรัชญาการดำเนินธุรกิจของเนสท์เล่ที่มุ่งสร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม (CSV) เนสท์เล่เชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมกาแฟไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่เกษตรกร ชุมชน และสิ่งแวดล้อม”
หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการเดินหน้าพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมในระดับนานาชาติของมูลนิธิฯ โดยไม่ลืมที่จะเสริมศักยภาพให้เกษตรกรไทยสามารถพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนบนรากฐานของอาชีพการเกษตรของตนเอง พร้อมทั้งอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอันสำคัญไว้สำหรับคนรุ่นต่อไป หัวใจสำคัญของภารกิจนี้คือการยกระดับเกษตรกรท้องถิ่นให้ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการที่มีรายได้มั่นคง เพื่อให้ห่วงโซ่อุปทานกาแฟไทยเติบโตอย่างสง่างามและยั่งยืนในเวทีโลก พร้อมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการเกษตรของเรา สามารถรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมั่นคง”
ทั้งนี้ เนสท์เล่และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ต่างมีเป้าหมายการดำเนินงานในทิศทางเดียวกันและมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาการปลูกกาแฟ และยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร ผ่านการดำเนินงานแบบผสมผสาน และสนับสนุนชุมชน ตลอดจนร่วมพัฒนาการส่งเสริมและต่อยอดผลิตภัณฑ์จากชุมชนในพื้นที่ เพื่อพัฒนาห่วงโซ่อุปทานกาแฟอย่างยั่งยืนในอนาคต
สวทช. โดย เอ็มเทค และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พัฒนาโครงการต้นแบบผลิตถ่านชีวภาพจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร มุ่งลด PM2.5 และสร้างรายได้ให้ชุมชน
วันที่ 22 มิถุนายน 2569
ณ สำนักงานมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) ภายใต้ “โครงการต้นแบบการผลิตถ่านชีวภาพ (Biochar) จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในระดับชุมชน” เพื่อส่งเสริมการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ลดปัญหามลภาวะทางอากาศ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน
พิธีลงนามได้รับเกียรติจาก หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้บริหารและคณะทำงานจากทั้งสองหน่วยงาน เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน


รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านวัสดุและสิ่งแวดล้อมของเอ็มเทคมาประยุกต์ใช้จริงในระดับชุมชน เพื่อสร้างต้นแบบการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม โดยเอ็มเทคจะสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยีการผลิตไบโอชาร์ และการพัฒนามาตรฐานการดำเนินงาน เพื่อยกระดับโครงการสู่มาตรฐานที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบคาร์บอนเครดิตได้ในอนาคต
ภายใต้กรอบความร่วมมือระยะเวลา 5 ปี ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันดำเนินการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในพื้นที่เป้าหมายเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอชาร์ เชื่อมโยงชุมชนสู่มาตรฐานสากล และจัดทำแนวปฏิบัติมาตรฐาน (Standard Operating Procedure: SOP) ให้สอดคล้องกับมาตรฐาน T-VER Premium หรือมาตรฐานเทียบเท่า เพื่อเป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตในอนาคต
ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน
38 ปี โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ต้นแบบที่ยังมีลมหายใจด้านสิ่งแวดล้อมของไทย จากภูเขาหัวโล้น สู่ “โมเดลความยั่งยืน” ที่คนทั่วโลกได้มาเรียนรู้และต่อยอด
เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก (5 มิถุนายน) ในวันที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ “โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย” โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตอกย้ำบทบาทต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้สำเร็จต้องทำทั้งระบบ ตั้งแต่การแก้ปัญหาเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของคน การสร้างอาชีพ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงการทำให้ชุมชนมีส่วนร่วมในอนาคตของพื้นที่ตนเอง
ตลอดระยะเวลาเกือบสี่ทศวรรษ ดอยตุงเปลี่ยนจากพื้นที่ภูเขาหัวโล้นที่เคยเผชิญปัญหาการปลูกพืชเสพติด การทำไร่เลื่อนลอย และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ สู่พื้นที่ป่าที่ฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์กว่า 90% ผ่านการจัดสรรพื้นที่ให้คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างสมดุล ควบคู่กับการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการขยะไม่ให้ไปสู่บ่อฝังกลบ การดูแลน้ำ การใช้พลังงานทดแทนและลดต้นทุน การนำของเหลือจากการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ การพัฒนาคาร์บอนเครดิตเพื่อสร้างประโยชน์ให้ชุมชน และการปลูกฝังเยาวชนให้เป็นผู้ดูแลทรัพยากรรุ่นต่อไป จนโครงการพัฒนาดอยตุงฯ กลายเป็น “โมเดลความยั่งยืน” เป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นต้นแบบการพัฒนาที่มีคณะศึกษาดูงานทั้งจากไทยและต่างประเทศเดินทางมาเรียนรู้หลายพันคนต่อปี พร้อมต่อยอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากพื้นที่สู่การเป็นที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนให้กับองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการพัฒนาอย่างยั่งยืนในบริบทของตนเอง

ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า“บทเรียนสำคัญของดอยตุงคือ ถ้าเราต้องการรักษาป่า เราต้องเข้าใจชีวิตของคนที่อยู่กับป่า การอนุรักษ์ที่ยั่งยืนไม่ใช่การห้ามคนใช้ทรัพยากรทั้งหมด แต่คือการออกแบบให้คนใช้ทรัพยากรอย่างพอดี มีระบบ มีความรับผิดชอบ และเห็นประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว วันนี้งานสิ่งแวดล้อมของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การฟื้นป่า แต่ขยายไปสู่การจัดการขยะ น้ำ พลังงาน คาร์บอน ความหลากหลายทางชีวภาพ และการสร้างเยาวชนในพื้นที่ให้เข้าใจคุณค่าของทรัพยากร เพราะสิ่งแวดล้อมจะยั่งยืนได้จริง ก็ต่อเมื่อชุมชนเป็นเจ้าของการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยตนเอง”
คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างเข้าใจ ระบบนิเวศกลับคืน ความสำเร็จของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ เกิดจากการจัดสรรการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างชัดเจน ทั้งป่าอนุรักษ์ ป่าเศรษฐกิจ ป่าใช้สอย พื้นที่ทำกิน และที่อยู่อาศัย เพื่อให้ชุมชนมีอาชีพ รายได้ และบทบาทในการดูแลทรัพยากร เมื่อคนมีทางเลือกในการดำรงชีวิต แรงกดดันต่อป่าธรรมชาติจึงลดลง และระบบนิเวศสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง
ความหลากหลายทางชีวภาพคือหลักฐานสำคัญของป่าที่กลับมามีชีวิต โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จึงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และติดตามข้อมูลในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งพืช สัตว์ป่า แหล่งน้ำ และระบบนิเวศโดยรอบ เพื่อใช้เป็นฐานในการวางแผนดูแลพื้นที่ให้คน ป่า และทรัพยากรธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้ในระยะยาว

การจัดการขยะภายในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ยึดหลักขยะต้องไม่จบที่บ่อฝังกลบ ทำให้ไม่มีขยะสู่บ่อฝังกลบตั้งแต่ปี 2561 แม้เป็นพื้นที่ที่มีทั้งสำนักงาน โรงงาน ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงแรม แหล่งท่องเที่ยว ชุมชน โรงเรียน และรองรับนักท่องเที่ยวปีละประมาณ 500,000 ถึง 600,000 คน โดยมีขยะที่ต้องบริหารจัดการประมาณ 102.4 ตันต่อปี หลักการสำคัญคือการแยกขยะตั้งแต่ต้นทางออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่ ขยะรีไซเคิล ขยะย่อยสลายได้ ขยะอันตราย ขยะทั่วไป ขยะติดเชื้อ และขยะอื่น ๆ ก่อนนำไปจัดการตามลักษณะของขยะแต่ละประเภท เช่น นำกลับมาใช้ใหม่ ทำเป็นอาหารสัตว์ ส่งต่อให้บริษัทที่ได้รับอนุญาต หรือนำไปใช้เป็นพลังงาน แนวทางนี้ช่วยเปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพยากรที่จัดการได้ครบวงจร และยังขยายผลไปสู่ชุมชนในพื้นที่ 29 หมู่บ้าน เพื่อให้ครัวเรือน โรงเรียน และชุมชนลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัด

ด้านการจัดการน้ำ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ดำเนินงานตั้งแต่การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การบำบัด การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ และการติดตามคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ เช่น สำนักงานกรุงเทพฯ ดอยตุงลอดจ์ ศูนย์ผลิตและจำหน่ายงานมือ โรงย้อม โรงกระดาษสา และพื้นที่แปลงแมคคาเดเมีย รวมถึงการกำจัดสีในน้ำทิ้งจากกระบวนการย้อม และนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ในกิจกรรมที่เหมาะสม ช่วยลดการใช้น้ำใหม่ ลดภาระต่อแหล่งน้ำธรรมชาติ และทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเดินหน้าไปพร้อมกับการดูแลระบบนิเวศต้นน้ำ

ด้านพลังงาน โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ใช้พลังงานทดแทนและมาตรการอนุรักษ์พลังงานให้เหมาะกับลักษณะงานของแต่ละพื้นที่ ตั้งแต่การติดตั้งโซลาร์เซลล์ การใช้ระบบแก๊สซิไฟเออร์จากถ่านไม้ไผ่ที่ได้จากไม้ไผ่ตายขุยในป่าไผ่ การใช้ระบบน้ำร้อนจากชีวมวลในกระบวนการต้ม ฟอก และย้อมผ้า รวมถึงการผลิตไบโอดีเซลเพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งหมดนี้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวมประมาณ 163.3 tCO2e ต่อปี และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้กว่า 1.46 ล้านบาทต่อปี สะท้อนว่า การลดคาร์บอนเริ่มได้จากการใช้ทรัพยากรในพื้นที่อย่างเหมาะสม และวัดผลให้ชัดเจนทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและต้นทุน

ผลิตภัณฑ์จากเศรษฐกิจหมุนเวียนภายใต้แบรนด์ดอยตุง (DoiTung) คืออีกตัวอย่างของการเปลี่ยนของเหลือจากการผลิตให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าโดยนำเศษวัสดุจากงานหัตถกรรม สิ่งทอ เซรามิก กาแฟ และแมคคาเดเมียกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ทั้งในรูปแบบสินค้า ส่วนผสมในกระบวนการผลิต และพลังงานชีวมวล ขณะเดียวกันน้ำเสียจากโรงย้อมยังผ่านการบำบัดและนำกลับมาใช้ประโยชน์ แนวทางนี้ทำให้ DoiTung ได้รับการรับรองมาตรฐานและฉลากด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อมหลายรายการ ทั้งโครงการประเมินการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนขององค์กร (Circular Economy Performance Assessment System หรือ CEPAS) จากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่, มาตรฐานระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับธุรกิจ (Circular Economy Management System for Business หรือ CEMS) จากบูโร เวอริทัส, มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 จาก CCQM (Con Cert Quality Management GmbH), ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product หรือ CFP) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) สำหรับผ้าพันคอและกาแฟที่ได้รับการขึ้นทะเบียน และฉลากผลิตภัณฑ์หมุนเวียน Circular Mark จากมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สำหรับกาแฟแคปซูล เป็นต้น

คาร์บอนเครดิตต้องกลับไปสร้างประโยชน์ให้ชุมชน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พัฒนาคาร์บอนเครดิตเพื่อเปลี่ยนคุณค่าของป่าที่ชุมชนร่วมดูแลให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และเป็นแรงจูงใจในการอนุรักษ์ระยะยาว โดยพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จำนวน 57,480 ไร่ ได้ขึ้นทะเบียนภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ Thailand Voluntary Emission Reduction Program (T-VER) และสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตได้ 419,513 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) พร้อมต่อยอดองค์ความรู้สู่โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อขยายการทำงานร่วมกับป่าชุมชนทั่วประเทศ

เยาวชนคือกำลังสำคัญของการดูแลทรัพยากรในอนาคต โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จึงสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้คนรุ่นใหม่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ Science Fair นิทรรศการพลังงานและสิ่งแวดล้อม กิจกรรม “พลังงานทดแทน สร้างอนาคตคาร์บอนต่ำ” และเครือข่ายดอยตุง Young Guardians ซึ่งเป็นเครือข่ายเยาวชนในพื้นที่ที่ร่วมเรียนรู้ ลงมือทำ และสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อมในชุมชน
จากภูเขาหัวโล้นสู่พื้นที่ป่าที่ฟื้นคืน จากชุมชนที่เคยขาดโอกาสสู่ชุมชนที่มีอาชีพและมีส่วนร่วมดูแลทรัพยากร ดอยตุงจึงเป็น “ต้นแบบมีชีวิต” ที่ยืนยันว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริง เมื่อคนกับธรรมชาติเติบโตไปด้วยกันอย่างสมดุลในระยะยาว