มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ภายใต้แบรนด์ดอยตุง ส่งต่อองค์ความรู้ Zero Waste to Landfill สู่อุตสาหกรรมบันเทิงเป็นครั้งแรก

ท่ามกลางกระแสซีรีส์ไทยที่เติบโตสู่ระดับนานาชาติอย่างก้าวกระโดดและต่อเนื่อง กลายเป็นพื้นที่สื่อสารที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งของยุค ที่ไม่เพียงสร้างชื่อเสียง และรายได้มหาศาลให้บุคลากรในวงการฯ และประเทศชาติ ยังเป็นกระบอกเสียงเล่าเรื่องของคนที่ถูกมองข้าม ความเท่าเทียม และช่วยขับเคลื่อนความเข้าใจเรื่องความหลากหลายให้กับสังคม

คำถามใหม่ที่กำลังเริ่มต้นคือ เราจะสร้างผลงานโดยทำให้ผู้ชมเห็นความสำคัญต่อการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อพวกเราเองได้หรือไม่” คำตอบคือ วันนี้จุดเริ่มต้นกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว จากความร่วมมือของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ภายใต้แบรนด์ DoiTung กับ MOJO MUSE MANAGEMENT (MMM) บริษัทผลิตซีรีส์ที่สอดแทรกประเด็นอัตลักษณ์และวัฒนธรรมในวงการอุตสาหกรรมบันเทิงไทย

สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นแล้วคือการนำต้นแบบจากที่พัฒนาโครงการ และผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป พร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อม ที่ไม่เพียงสร้างงานอาชีพ สร้างรายได้ให้ชาวบ้านและชุมชน แต่ยังทำให้คนอยู่กับธรรมชาติอย่างสมดุล รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการไม่มีขยะไปสู่บ่อฝังกลบ 100% เกือบ 10 ปีจนขยายผลไปยังหมู่บ้านโดยรอบอีก 24 หมู่บ้านได้

และวันนี้องค์ความรู้จากดอยตุง จะได้รับการต่อยอดไปถูกปรับใช้ในระดับใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนใน “วงการบันเทิง” ให้ผู้ผลิตสื่อได้เข้าถึงแนวทางการ คัดแยก จัดการ และหมุนเวียนทรัพยากรอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การผลิตไม่กลายเป็นต้นเหตุของปัญหาในวันข้างหน้า และนี่อาจเป็นครั้งแรกที่แนวทาง Zero Waste to Landfill จะถูกทดลองใช้กับการผลิตซีรีส์หรือคอนเทนต์ในระดับมืออาชีพซึ่งหากสำเร็จ จะไม่ใช่แค่ เบื้องหลังที่ใส่ใจแต่เป็นต้นแบบที่ขยายผลได้ทั้งอุตสาหกรรม

เพราะซีรีส์คือเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่งในยุคนี้ และกลุ่มเป้าหมายหลักคือคนรุ่นใหม่ ผู้ที่กำลังจะกลายเป็นอนาคตของสังคมและเป็นหนึ่งในผู้นำการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้เข้ามาทำงานร่วมกับหนึ่งในบริษัทผลิตซีรีส์รุ่นใหม่ที่มีพลังอย่าง MOJO MUSE MANAGEMENT จึงไม่ใช่แค่การจับมือทางเทคนิค แต่เป็นการยืนยันว่า เรื่องสิ่งแวดล้อมความยั่งยืน และ “ตำราแม่ฟ้าหลวง” สามารถส่งต่อและต่อยอดได้จริงในทุกวงการ เพราะเรื่องของโลกไม่ควรเป็นภาระของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และควรเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกอุตสาหกรรมบนโลกใบนี้ เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือ การทำให้โลกน่าอยู่มากขึ้น

เรื่องเล่าจากป่าของ Martin van de Bult นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ ผู้ค้นพบพืชสปีชีสใหม่ในไทย หลังทำงานวิจัยฟื้นฟูป่าไทยมากว่าสิบปี

Martin van de Bult นักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ ที่ปัจจุบันทำงานที่ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในตำแหน่งนักพฤกษศาสตร์และนิเวศวิทยาเล่าเรื่องราวการดูแลและฟื้นฟูป่าในประเทศไทยมาอย่างยาวนานกว่าสิบปี 

จนมาถึงภารกิจสำคัญเมื่อเขาได้สำรวจพบพรรณไม้ในพื้นที่ดอยตุง ซึ่งเป็นการค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลกในป่าเมืองไทยถึง 3 ชนิด โดย 1 ในนั้นพบในป่าดอยตุงแค่ 2 ต้น

โดยนักพฤกษศาสตร์ชาวดัตช์ที่หลงไหลป่าในประเทศไทยยังบอกว่า ในวันที่โลกเข้าสู่วิกฤตการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 6 ซึ่งสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งมาจากการรุกป่าเพื่อทำเกษตรกรรม การปรับเปลี่ยนระบบเกษตรให้ยั่งยืนขึ้นจึงถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

ก่อนจะทิ้งท้ายว่า ถ้าเรารักธรรมชาติ ธรรมชาติก็จะรักเรา ถ้าเราดูแลธรรมชาติ ธรรมชาติจะดูแลเราด้วย

คลิกเพื่ออ่านเพิ่มเติม

การพัฒนาที่ยั่งยืน : การให้โอกาสและเสริมพลังสตรีบนดอยตุง

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมกับ ก.ล.ต. พัฒนาต้นแบบนวัตกรรม “คุณดูแลป่า เราดูแลคุณ” ร่วมกับภาคประชาชนในป่าชุมชนสี่จังหวัดผลิตคาร์บอนเครดิตป้อนภาคธุรกิจ พร้อมขยายงานสามแสนไร่ทั่วประเทศเพื่อเพิ่มรายได้ชุมชน ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เผยว่า โครงการต้นแบบ “คุณดูแลป่า เราดูแลคุณ” ผ่านกลไกการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นความริเริ่มของ ก.ล.ต. กับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในการผสานงานพัฒนาชนบทกับการรักษาป่าเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย

โครงการนี้ดำเนินงานมาแล้ว 15 เดือนร่วมกับชุมชนที่รักษาป่า 16 แห่งของจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และพะเยา รวม 19,611 ไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์จำนวน 9,166 คน และได้รับการสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆ เป็นอย่างดีเนื่องจากลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งยังเกิดผลดีต่อชุมชน ภาคเอกชน และประเทศไทย โดยมุ่งส่งเสริมชุมชนที่ดูแลป่าชุมชนภายใต้ พ.ร.บ. ป่าชุมชน 2562 ให้มีอาชีพทางเลือกใหม่ และมีความเป็นอยู่ที่มั่นคงจากการรักษาป่าให้สมบูรณ์ และคาดว่าจะมีปริมาณคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชน 16 แห่งรวม 392,220 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ตลอดระยะเวลา 20 ปี

“ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับที่ 12 ของโลก ปีละสามร้อยกว่าล้านตัน จึงมีโอกาสสูงที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งก๊าซเรือนกระจกกำลังจะกลายเป็นกติกาหนึ่งในการค้าของโลก ซึ่งถ้าเราไม่เร่งแก้ไข ก็จะถูกกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้”

ป่าชุมชนแต่ละแห่งที่เข้าร่วมโครงการจะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) รับรองโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และผู้ประเมินภายนอกที่มีความเป็นอิสระ

“ชุมชนเหล่านี้ได้รับความรู้ในการดูแลป่าเพื่อประเมินเป็นปริมาณคาร์บอนเครดิตไว้แลกเปลี่ยนในอนาคต รวมทั้งมีการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมอาชีพใหม่ๆ ที่ชุมชนมีส่วนร่วมและริเริ่มขึ้น ทำให้การดูแลป่าช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ด้วย ส่วนภาคเอกชนที่เข้ามาร่วมก็มีส่วนช่วยพัฒนาศักยภาพคน สนับสนุนให้ชุมชนรักษาพื้นที่ป่า และได้คาร์บอนเครดิตไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก”

โครงการต้นแบบในป่าชุมชนทั้งสี่จังหวัดได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน 7 หน่วยงาน ได้แก่ 1) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) 2) บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) 3) บริษัทอินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด 4) บริษัททีเอ็มที สตีล จำกัด (มหาชน) 5) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 6) บริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส จำกัด และ 7) บริษัทพีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด รวมเป็นวงเงินประมาณ 43 ล้านบาทสำหรับระยะเวลาหกปีเพื่อวางรากฐานให้กับชุมชน

โครงการจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งไปใช้ในการสำรวจพื้นที่ทางภูมิสารสนเทศ (GIS) และภาคสนาม วางแปลงตัวอย่าง T-VER เพื่อประเมินปริมาณคาร์บอนเครดิต จัดอบรมให้ชุมชน และอีกส่วนหนึ่งสำหรับการจัดตั้งกองทุนดูแลป่าและกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิต ปัจจุบันชุมชนได้รวมกลุ่มอาชีพใหม่ขึ้นแล้วห้ากลุ่ม เช่น กลุ่มผลิตภาชนะจากใบไม้ กลุ่มผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ กลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และกลุ่มตลาดกลางสินค้าชุมชน

สืบเนื่องจากที่ประชาคมโลกเริ่มกำหนดเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมมาเป็นกติกาการค้าของโลก จึงมีการคาดการณ์ว่าราคาคาร์บอนเครดิตจะสูงขึ้นต่อเนื่องไปอีกสิบปี มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงขยายโครงการต้นแบบสู่การดำเนินงานอย่างจริงจัง เข้าร่วมกับป่าชุมชนอีก 33 แห่ง ประมาณ 32,500 ไร่ในจังหวัดเชียงใหม่ กำแพงเพชร อุทัยธานี และกระบี่ระหว่างปี 2564 – 2565 และคาดว่าจะครอบคลุมพื้นที่ป่าชุมชน 150,000 ไร่ในปี 2566 ทั้งยังประเมินว่าป่าชุมชนดังกล่าวสามารถกักเก็บก๊าซเรือนกระจกและคิดเป็นคาร์บอนเครดิตมากถึงประมาณ 2.8 ล้านตัน และสร้างรายได้ให้ชุมชนรวม 840 ล้านบาทในระยะเวลา 20 ปี

นอกจากนี้ ยังอยู่ในระหว่างการขยายกิจกรรมอนุรักษ์ป่าเพื่อคาร์บอนเครดิตให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ร่วมกับหน่วยงานหลักของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น กรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

“กระทรวงทรัพยากรฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากและมีความเห็นตรงกัน ดังนั้นนอกจากการทำงานร่วมกับชุมชนแล้ว เราก็จะร่วมมือกับทางกระทรวงเพื่อปรับรูปแบบงานเข้าสู่พื้นที่ภายใต้การดูแลของกระทรวง เพื่อให้งานคาร์บอนเครดิตจากป่ากลายเป็นระบบที่เข้มแข็ง”

อย่างไรก็ตาม หม่อมหลวงดิศปนัดดากล่าวว่า ปัจจัยความสำเร็จคือความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงภาคประชาชนที่ดูแลรักษาป่าชุมชนด้วย

“ไมค์ เบอเนอร์ส ลี ผู้เชี่ยวชาญก๊าซเรือนกระจกของโลกคำนวณไว้ว่า การใช้โทรศัพท์มือถือคนละหนึ่งชั่วโมงต่อวันผลิตคาร์บอนปีละ 63 กิโลกรัม เมื่อนับจำนวนโทรศัพท์ทั้งหมดในโลกและระยะเวลาการใช้งานในแต่ละวันก็ถือเป็นปริมาณมหาศาล เราทุกคนมีส่วนในการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหานี้ได้เช่นกัน”

หน่วยงานและบุคคลที่สนใจสนับสนุนโครงการ “คุณดูแลป่า เราดูแลคุณ” สามารถร่วมสมทบทุนดูแลป่าและชุมชนได้ในอัตรา 2,500 บาทต่อไร่ (ระยะเวลาโครงการ 6 ปี) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อีเมล: decarbonization@doitung.org