มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมขับเคลื่อน Bangkok Climate Action Week 2026 ตลอด 9 วัน เปิดพื้นที่เรียนรู้ Zero Waste–ป่าในเมือง–แฟชั่นหมุนเวียน ชวนคนกรุงร่วมลงมือสร้างเมืองที่ยั่งยืน

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมขับเคลื่อน Bangkok Climate Action Week 2026 (BKKCAW 2026) เพื่อทำให้เรื่องสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืนเป็นเรื่องใกล้ตัว และสร้างความเข้าใจว่าทุกคนสามารถร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จากสิ่งรอบตัวและการลงมือทำในชีวิตประจำวัน โดยเปิดพื้นที่เชื่อมโยงองค์ความรู้และประสบการณ์จากนักปฏิบัติ ผ่านกิจกรรมที่ประชาชนสามารถเรียนรู้ ทดลอง และนำไปปรับใช้ได้จริง ครอบคลุมทั้งการจัดการขยะ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและความหลากหลายทางชีวภาพในเมือง รวมถึงการใช้ทรัพยากรอย่างหมุนเวียนในอุตสาหกรรมแฟชั่น ในระหว่างวันที่ 3–11 ตุลาคม 2569 ณ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ สำนักงานพระราม 4

นอกจากนี้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังได้สนับสนุนคาร์บอนเครดิตในการจัดงาน Bangkok Climate Action Week 2026 ทั้งหมด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการจัดงานแบบ Net Zero เนื่องจากเล็งเห็นถึงความสำคัญของการลดและชดเชยผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของการจัดงานตลอดทั้ง 9 วัน โดยคาร์บอนเครดิตดังกล่าวเป็นคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้จากโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย ซึ่งได้รับการรับรองตามมาตรฐาน T-VER และเกิดจากการดูแลฟื้นฟูป่าควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน

ตลอดระยะเวลา 9 วัน มูลนิธิฯ จัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการเรียนรู้ธรรมชาติ การออกแบบเมือง การจัดการขยะ และการบริโภคอย่างรับผิดชอบ ตั้งแต่เกมจำลองการสร้างชุมชนที่พร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลง กิจกรรมสำรวจสัตว์ ต้นไม้ ฝุ่น PM2.5 และความหลากหลายทางชีวภาพรอบตัว การเรียนรู้และออกแบบ microforest หรือป่าขนาดเล็กในเมืองร่วมกับพันธมิตรจากสิงคโปร์ เวิร์กช็อปวางระบบ Zero Waste สำหรับบุคคลและองค์กร ไปจนถึงนิทรรศการและกิจกรรมด้านแฟชั่นหมุนเวียน เพื่อเชื่อมเรื่อง Climate Action เข้ากับพื้นที่เมือง การทำงาน และชีวิตประจำวันของคนทั่วไปอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมด้วยกิจกรรมเด่นที่มูลนิธิฯ ร่วมกับภาคีด้านความยั่งยืนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และผลักดันแนวทางรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสู่การลงมือทำจริง อาทิ

เปิดมุมมองระดับโลก ร่วมออกแบบอนาคตเมืองที่ยั่งยืนกับกิจกรรม “Microforests in the City: Cooling through Greening” ที่รวมองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มุมมองจากภาคธุรกิจ และประสบการณ์ของนักปฏิบัติด้านการออกแบบและฟื้นฟูธรรมชาติไว้ในเวทีเดียว โดยนำบทเรียนจาก CDL MicroForest Initiative โครงการในสิงคโปร์ที่นำแนวคิดป่าขนาดเล็กมาใช้จริงในพื้นที่เมือง พร้อมเก็บข้อมูลเพื่อวัดผลทางนิเวศ มาถ่ายทอดผ่าน City Developments Limited (CDL) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จากสิงคโปร์ ในมิติธุรกิจและประสบการณ์การนำ microforest ไปใช้จริง ร่วมกับ National University of Singapore (NUS) มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ที่นำองค์ความรู้ด้านการเลือกพื้นที่ การออกแบบโครงสร้างป่าและชนิดพืช ตลอดจนการติดตามผลด้านความหลากหลายทางชีวภาพและสภาพอากาศ


ระดับพื้นที่ พร้อมด้วย ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร จากบริษัท Wewilding ที่จะเชื่อมองค์ความรู้ดังกล่าวสู่บริบทการออกแบบอาคารและเมืองของไทย ก่อนเปิดให้ผู้เข้าร่วมลงมือออกแบบพื้นที่ว่าง 500 ตารางเมตร ในกรุงเทพฯ ให้เป็น microforest หรือป่าขนาดเล็กในเมือง ที่ช่วยสร้างร่มเงา ลดความร้อน เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของคนเมือง เพื่อแสดงให้เห็นว่าแม้พื้นที่ในเมืองจะมีจำกัด ก็สามารถนำธรรมชาติกลับคืนสู่เมืองได้อย่างเป็นรูปธรรมและติดตามวัดผลได้ในระยะยาว

เจาะลึกทางออกของปัญหาขยะกับเวทีรวมผู้ขับเคลื่อนตัวจริง ในกิจกรรม “ขยะไปต่อ: ไม่มีขยะสู่บ่อฝังกลบเกิดขึ้นได้จริง” เสวนาและเวิร์กช็อปที่พาผู้เข้าร่วมไปไกลกว่าการคัดแยกขยะ ด้วยการเรียนรู้การวางแผนและออกแบบระบบจัดการขยะอย่างครบวงจร ตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ ร่วมวงเสวนาโดย คุณพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ขับเคลื่อนการจัดการขยะของกรุงเทพฯ สู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน และ ดร.แจ็ค–ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ผู้บุกเบิกงานด้านการจัดการขยะมาเกือบ 20 ปี และอยู่เบื้องหลังการจัดการขยะของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ซึ่งดูแลพื้นที่กว่า 90,000 ไร่ และไม่มีขยะไปสู่บ่อฝังกลบมาตั้งแต่ปี 2561 ดำเนินรายการโดย ก้อง–ชณัฐ วุฒิวิกัยการ นักสื่อสารสิ่งแวดล้อมและผู้ก่อตั้ง KongGreenGreen ผู้ถ่ายทอดเรื่องขยะที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริง

ต่อยอดความยั่งยืนสู่ผลิตภัณฑ์ผ่านแบรนด์ธุรกิจเพื่อสังคม DoiTung และ DOITUNG EVERYDAY ที่นำแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เศรษฐกิจหมุนเวียน และการสร้างรายได้ให้ชุมชนมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย ตั้งแต่งานหัตถกรรมที่ต่อยอดทักษะและภูมิปัญญาท้องถิ่น ไปจนถึงผลิตภัณฑ์จากวัสดุรีไซเคิลและวัสดุเหลือใช้ สะท้อนให้เห็นว่าการบริโภคในชีวิตประจำวันสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่คำนึงถึงทั้งผู้คนและสิ่งแวดล้อม โดยตลอดช่วง Bangkok Climate Action Week 2026 ผู้ร่วมงานสามารถเข้าชมและเลือกผลิตภัณฑ์ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษระหว่างวันที่ 3–11 ตุลาคม 2569 ณ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ สำนักงานพระราม 4

ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ Climate Playground หรือทาง Facebook: มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ DoiTung Club

ข้อมูลเพิ่มเติม: ตารางกิจกรรมที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–11 ตุลาคม 2569

ณ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ สำนักงานพระราม 4 กรุงเทพมหานคร โดยมีรายละเอียดดังนี้

วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2569

  • 15.00–16.00 น. Sustainable Settlement Game: Build, Give, Grow เกมจำลองการสร้างชุมชนที่พร้อมปรับตัว รับมือความเปลี่ยนแปลง และเติบโตอย่างยั่งยืน
  • 16.00–17.00 น. ความลับจากธรรมชาติ: สัตว์ในเมือง เรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพผ่านเกมสำรวจร่องรอยสัตว์ในเมือง

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2569

  • 15.00–16.00 น. Doi Tung’s Biodiversity Cards: Connected by Nature เปิดโลกความหลากหลายทางชีวภาพผ่านการ์ดที่ถ่ายทอดเรื่องราวธรรมชาติจากสายตาเยาวชนดอยตุง
  • 14.00–17.00 น. Microforests in the City: Cooling through Greening เปิดบทเรียนจาก CDL MicroForest at City Square Mall ป่าขนาดเล็กข้างศูนย์การค้าใจกลางสิงคโปร์ที่ช่วยลดความร้อนและเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ถ่ายทอดโดยผู้เชี่ยวชาญจาก มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore: NUS) และ City Developments Limited (CDL) ที่บินตรงจากสิงคโปร์ ร่วมด้วย ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร จาก Jai Baan Studio พร้อมเวิร์กช็อปออกแบบพื้นที่ว่าง 500 ตารางเมตรในกรุงเทพฯ ให้เป็นป่าขนาดเล็กที่ตอบโจทย์ทั้งคน เมือง และธรรมชาติ (สำหรับประชาชนทั่วไป)
  • 16.00–17.00 น. ความลับจากธรรมชาติ: ต้นไม้กับ PM2.5 ทดลองศึกษาความสามารถของใบไม้ในการดักจับฝุ่น และทำความเข้าใจบทบาทของต้นไม้ต่อคุณภาพอากาศในเมือง

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2569

  • 09.30–12.00 น. “ขยะไปต่อ: ไม่มีขยะสู่บ่อฝังกลบเกิดขึ้นได้จริง” เสวนาและเวิร์กช็อปที่ชวนผู้เข้าร่วมเรียนรู้การวางแผนและออกแบบระบบจัดการขยะอย่างครบวงจร ตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ พบกับคุณพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ ดร.แจ็ค–ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ดำเนินรายการโดย ก้อง–ชณัฐ วุฒิวิกัยการ ผู้ก่อตั้ง KongGreenGreen
  • 14.00–17.00 น. Microforests in the City: Cooling through Greening เจาะลึกการสร้างป่าขนาดเล็กในเมือง ตั้งแต่การเลือกพื้นที่และชนิดพืช ไปจนถึงการดูแลและวัดผลจริง กับผู้เชี่ยวชาญจาก มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore: NUS), City Developments Limited (CDL) และ ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร จาก Jai Baan Studio พร้อมเวิร์กช็อปพัฒนาแนวคิดที่นำไปต่อยอดในโครงการอาคารและพื้นที่เมืองได้จริง (สำหรับนักออกแบบภูมิทัศน์ สถาปนิก และองค์กร)

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2569

  • 15.00–16.00 น. ความลับจากธรรมชาติ: Biodiversity Collection สำรวจและบันทึกสิ่งมีชีวิตที่พบในพื้นที่ขนาด 1 × 1 เมตร เพื่อเรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพจากพื้นที่เล็ก ๆ รอบตัว

วันพุธที่ 7 ตุลาคม 2569

  • 16.00–17.00 น. When Nature Falls Silent: เสียงที่หายไป ชวนฟังเสียงธรรมชาติที่กำลังเลือนหาย และทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศกับ “พี่มะเดี่ยว” นักธรรมชาติวิทยาและนักบันทึกเสียงธรรมชาติ

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2569

  • 14.00–16.30 น. Zero Waste Management Workshop ฝึกคัดแยก วิเคราะห์ และวางระบบจัดการขยะ พร้อมพัฒนาแผนลดขยะไปสู่บ่อฝังกลบสำหรับบุคคลและองค์กร


วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2569

  • นิทรรศการ Every Shade of Joy ชวนมอง Climate Action ผ่านหลากหลายเฉดความเป็นไปได้ ตั้งแต่การนำผ้าทอมือและผ้า deadstock มาสร้างคุณค่าใหม่ ถักทอผ่านวิถีชีวิตของช่างฝีมือหญิงบนดอยตุง ที่ชวนให้เห็นว่า Everyday Joy คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ Climate Action เกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน เปิดให้เข้าชมต่อเนื่องระหว่างวันที่ 9–11 ตุลาคม 2569
  • 16.00–17.00 น. ความลับจากธรรมชาติ: Opening Sense เปิดประสาทสัมผัสเพื่อสำรวจและทำความรู้จักธรรมชาติในเมืองจากสิ่งใกล้ตัว

วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม 2569

  • 13.30–14.30 น. Talk: Every Shade of Fashion ชวนค้นหาทางเลือกใหม่ให้อุตสาหกรรมแฟชั่น จากวงจร “ผลิต–ใช้–ทิ้ง” สู่การใช้ทรัพยากรอย่างหมุนเวียนกับวิทยากรรับเชิญ 3 ท่าน ได้แก่ อุ้ง–กมลนาถ องค์วรรณดี จาก Fashion Revolution, พล–อมรพล หุวะนันท์ จาก Moreloop และ Cavina Willson จาก Sustainable Fashion Week UK
  • 13.30–18.00 น. Clothes and Book Swap ชวนนำเสื้อผ้าและหนังสือคุณภาพดีมาแลกเปลี่ยน ลดการซื้อใหม่ และยืดอายุการใช้งาน
  • 15.00–16.00 น. Sustainable Settlement Game: Build, Give, Grow เกมจำลองการสร้างชุมชนที่พร้อมปรับตัวและเติบโตอย่างยั่งยืน
  • 15.00–16.00 น. Doi Tung’s Biodiversity Cards: Connected by Nature เปิดโลกความหลากหลายทางชีวภาพผ่านสายตาเยาวชนดอยตุง
  • 15.00–17.00 น. Workshop: A Frame Full of Joy ชวนมาสำรวจว่าโลกที่เต็มไปด้วย Everyday Joy ในแบบคุณเป็นแบบไหน ผ่านเวิร์กช็อปสร้างกรอบภาพ โดยสร้างสรรค์ผลงานคอลลาจจากเศษผ้า deadstock ภาพถ่าย และสิ่งของรอบตัว พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองกับคอมมูนิตี้สายกรีน

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม 2569

  • 13.30–18.00 น. Clothes and Book Swap ส่งต่อเสื้อผ้าและหนังสือคุณภาพดีสู่เจ้าของคนใหม่ ลดขยะจากการบริโภค และใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่ายิ่งขึ้น
    • 14.00–14.30 น. พบกับ “เจ้าขุนทองและผองเพื่อน” ตำนานละครหุ่นมือขวัญใจเด็กไทยกว่า 3 ทศวรรษ ที่จะมาชวนสนุกและเรียนรู้เรื่องการดูแลธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปด้วยกันทั้งครอบครัว
  • 15.00–17.00 น. Workshop: A Frame Full of Joy ชวนมาสำรวจว่าโลกที่เต็มไปด้วย Everyday Joy ในแบบคุณเป็นแบบไหน ผ่านเวิร์กช็อปสร้างกรอบภาพ โดยสร้างสรรค์ผลงานคอลลาจจากเศษผ้า deadstock ภาพถ่าย และสิ่งของรอบตัว พร้อมชวนพูดคุยถึงวิธีทำให้โลกนี้ยังน่าอยู่กับคอมมูนิตี้สายกรีน

     


กลุ่ม ปตท. ผนึก มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยกระดับการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชุมชน หนุนเป้าหมาย Net Zero ประเทศไทย

ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นประธานพิธีลงนาม บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านกลไกการมีส่วนร่วมกับชุมชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ระหว่าง กลุ่ม ปตท. กับ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อยกระดับการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน โดยมี ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ นายรัฐกร กัมปนาทแสนยากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ความยั่งยืนองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)  นางสุศมา ปิตากุลดิลก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานความยั่งยืนและบริหารผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) นางปริญดา มาอิ่มใจ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารองค์กร บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ดร.อิทธิพล เดี่ยววณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านกำกับองค์กรและความยั่งยืน บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)  นายกฤษณ์ ตรีนุชกร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกำกับดูแลกิจการองค์กรและกฎหมาย บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และ นายวิศานต์ แก้วประสม กรรมการรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด ร่วมลงนาม

ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายในการดูแลและฟื้นฟูป่าตามแนวทาง “ปลูกป่า ปลูกคน” โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลผืนป่าให้เป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และสร้างคาร์บอนเครดิตคุณภาพ เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ นับเป็นการสานต่อความสำเร็จของกลุ่ม ปตท. และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งเห็นผลเป็น รูปธรรมทั้งการฟื้นฟูป่าชุมชน ลดพื้นที่เสียหายจากไฟป่า การจัดการขยะในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการเสริมศักยภาพชุมชนให้สามารถร่วมบริหารจัดการและดูแลทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างเข้มแข็ง อันเป็นการตอกย้ำการเติบโตร่วมกันของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

TOA เดินหน้า Green Mission จับมือมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ฟื้นฟูผืนป่า สร้างแหล่งดูดซับคาร์บอน ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน สู่เป้าหมาย Net Zero 2050

 

ท่ามกลางความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียพื้นที่ป่า และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทวีความรุนแรงขึ้น ภาคธุรกิจไม่ได้มีบทบาทเพียงลดผลกระทบจากการดำเนินงานของตนเองเท่านั้น แต่ยังต้องร่วมเป็นพลังสำคัญในการฟื้นฟูระบบนิเวศและสร้างคุณค่าร่วมให้แก่สังคมในระยะยาว

บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ผู้นำอุตสาหกรรมสีอันดับ 1 เคมีภัณฑ์ก่อสร้าง และวัสดุตกแต่งพื้นผิวของไทย เดินหน้านโยบาย Green Mission อย่างต่อเนื่อง ผ่านหนึ่งใน 7 กลยุทธ์ สำคัญ Green Reforestation ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2566 เพื่อร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุด TOA ได้ประกาศความร่วมมือกับ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้ “โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการพื้นที่ป่าชุมชนอย่างเป็นระบบ พร้อมสร้างแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก (Carbon Sink) ที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ครอบคลุมการดำเนินงานใน 111 ชุมชน ของ 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก ยโสธร และอำนาจเจริญ โดย TOA ร่วมพัฒนาโครงการในพื้นที่สัดส่วนรวม 6,000 ไร่ พร้อมมุ่งส่งเสริมให้ชุมชนมีบทบาทในการดูแลและปกป้องพื้นที่ป่าจากการบุกรุก การเสื่อมโทรม และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของคนในชุมชนให้สามารถบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้ด้วยตนเองในระยะยาว

ความร่วมมือครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TOA และ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ โดยมี นางสาววิภาดา นาคไพรัช ผู้อำนวยการสายงาน SHE & Quality Management and Sustainability, นายนพคุณ ปัญญาเสริมสุข Head of Marketing บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TOA กล่าวว่า ความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ TOA ในการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างแหล่งกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติ (Natural Carbon Sink) ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการดำเนินธุรกิจ เพราะเชื่อว่าการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศจำเป็นต้องดำเนินการทั้งการ “ลด” และ “ดูดกลับ” ก๊าซเรือนกระจกควบคู่กันไป ที่ผ่านมา TOA ได้เดินหน้าฟื้นฟูพื้นที่ป่าในจังหวัดเลยและจังหวัดอุดรธานี ภายใต้โครงการ “TOA รักเรา รักษ์โลก ฟื้นคืนผืนป่าและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน” ตั้งแต่ปี 2566 โดยมุ่งเพิ่มพื้นที่สีเขียว ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ควบคู่กับการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที

ความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับการดำเนินงานตามกลยุทธ์ Green Reforestation หนึ่งใน 7 กลยุทธ์หลักของนโยบาย Green Mission ในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero Greenhouse Gas Emissions ภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศของประเทศ

“สำหรับ TOA การปลูกป่าไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนต้นไม้ แต่คือการลงทุนเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนให้กับประเทศ” นายจตุภัทร์ กล่าว พร้อมย้ำว่า หัวใจสำคัญของโครงการไม่ได้อยู่เพียงการฟื้นฟูพื้นที่ป่าเพื่อเพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอนเท่านั้น หากแต่เป็นการสร้างความสมดุลระหว่าง “คนกับป่า” ให้สามารถเติบโตและเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ TOA ยังมุ่งสร้างคุณค่าร่วม (Shared Value) ให้เกิดขึ้นกับชุมชน โดยสนับสนุนการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ในการดูแลและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้จากกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต เสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก และสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ในระยะยาว อันจะนำไปสู่การเติบโตร่วมกันของธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ด้าน หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ความร่วมมือกับ TOA ในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า ภาคเอกชนไทยสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมจากโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำให้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่เพียงแต่บรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่ให้ดีขึ้น รวมถึงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าชุมชนอีกด้วย ความสำเร็จของโครงการในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างมูลนิธิฯ และภาคเอกชนอย่าง TOA ที่ให้ความสำคัญกับปัญหาของประเทศ และเชื่อมั่นว่าคนกับธรรมชาติสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างแท้จริง

สำหรับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ขับเคลื่อนการพัฒนาผ่าน 4 ภารกิจที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างครบวงจร ธุรกิจเพื่อสังคม เพื่อสร้างอาชีพที่มั่นคงและรายได้ที่ยั่งยืนผ่านแบรนด์ดอยตุง การแก้ไขปัญหาที่อาศัยธรรมชาติ (Nature-based Solutions) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนควบคู่กับการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน ซึ่งนำประสบการณ์จากการลงมือทำจริงไปขยายผลร่วมกับองค์กรต่างๆ ให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างอย่างเป็นรูปธรรม

ความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ TOA ในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero และตอกย้ำบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมสร้างระบบนิเวศที่แข็งแรง ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ให้กับคนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ถอดบทเรียน 4 ทศวรรษโครงการพัฒนาดอยตุงฯ สู่ “มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต” ถ่ายทอดองค์ความรู้ …. ส่งต่อหลักสูตรความยั่งยืนให้องค์กรยุคใหม่

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ต่อยอดบทเรียนการพัฒนาจากพื้นที่จริงของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ จังหวัดเชียงราย ที่สั่งสมประสบการณ์มายาวนานเกือบ 4 ทศวรรษ สู่ “มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต” หรือ Doi Tung Living University พื้นที่เรียนรู้ด้านความยั่งยืนที่ถอดองค์ความรู้จากการทำงานจริง ทั้งการฟื้นฟูธรรมชาติ การพัฒนาคนและชุมชน การสร้างอาชีพ ธุรกิจเพื่อสังคม และการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ให้เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนสถาบันการศึกษา และองค์กรที่สนใจ สามารถนำไปปรับใช้กับการขับเคลื่อน ESG, Sustainable Leadership, Nature Positive, Circular Economy และการพัฒนาชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

นางสาววิสิษฐ์อร รัชตะนาวิน ผู้อำนวยการฝ่ายศูนย์พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการแก้ปัญหาเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่ต้องเข้าใจความเชื่อมโยงของคน ธรรมชาติ เศรษฐกิจ และสังคมไปพร้อมกัน

“ดอยตุงไม่ใช่เพียงพื้นที่โครงการพัฒนา แต่เป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ที่มีชีวิต ต้นไม้ทุกต้นและพื้นที่ทุกตารางนิ้วมีองค์ความรู้แฝงอยู่จากการลงมือทำจริง ทั้งความสำเร็จ บทเรียน ความท้าทาย และแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ในบริบทอื่นได้ มหาวิทยาลัยที่มีชีวิตจึงเกิดขึ้นเพื่อทำหน้าที่รวบรวม ถอดบทเรียน และถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้ออกไปให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ประเทศ และโลก” นางสาววิสิษฐ์อร กล่าว

“มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต” ไม่ใช่มหาวิทยาลัยในความหมายของสถาบันอุดมศึกษาที่ออกปริญญา แต่เป็นพื้นที่เรียนรู้จากประสบการณ์จริงของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ที่เปิดให้ผู้เรียนได้สัมผัสพื้นที่ ฟังเสียงชุมชน และเรียนรู้จากนักพัฒนา ผู้ปฏิบัติงาน และปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อทำความเข้าใจหลักคิดและกระบวนการพัฒนาที่ยั่งยืนจากคนทุกกลุ่ม ก่อนนำองค์ความรู้กลับไปปรับใช้กับองค์กร พื้นที่ หรือภารกิจของตนเอง 

แกนสำคัญของการเรียนรู้คือการทำให้ผู้เข้าร่วมได้เห็น “กระบวนการ” เบื้องหลังการเปลี่ยนพื้นที่ที่เคยเผชิญปัญหาความยากจน การทำไร่หมุนเวียน และการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ให้กลายเป็นพื้นที่ที่คนและป่าอยู่ร่วมกันได้ ผ่านแนวทาง “ปลูกป่า ปลูกคน” ที่เชื่อมการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมเข้ากับการสร้างอาชีพ รายได้ ความภาคภูมิใจ และการมีส่วนร่วมของชุมชนตลอดกระบวนการ

ความท้าทายขององค์กรยุคใหม่ไม่ใช่เพียงการทำกิจกรรมเพื่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อมเป็นครั้งคราว แต่คือการนำหลักคิดด้านความยั่งยืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานจริง ตั้งแต่การวางกลยุทธ์ การบริหารผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การพัฒนาผู้นำเป็นรุ่นต่อรุ่น การออกแบบโครงการเพื่อสังคมที่ได้ประโยชน์เป็นรูปธรรม ไปจนถึงการวัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับคน ชุมชน และธรรมชาติ

“หลายองค์กรมีเป้าหมายด้าน ESG หรือความยั่งยืนที่ชัดเจนขึ้น แต่คำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้แนวคิดเหล่านั้นไม่อยู่เพียงในรายงาน แต่เกิดเป็นการเปลี่ยนแปลงจริงในพื้นที่ มหาวิทยาลัยที่มีชีวิตจึงพยายามทำให้องค์ความรู้จากดอยตุงกลายเป็นเครื่องมือที่ผู้เรียนสามารถนำกลับไปคิดต่อ ออกแบบต่อ และลงมือทำต่อได้ ซึ่งปัจจุบัน มหาวิทยาลัยที่มีชีวิตได้พัฒนาองค์ความรู้จากดอยตุงเป็นหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ด้านความยั่งยืนที่ปรับให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายและบริบทของแต่ละองค์กร” นางสาววิสิษฐ์อร กล่าว

ด้านนางสาววราภรณ์ ธนะสุริยะเกียรติ ผู้จัดการโครงการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ในเมือง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า จุดเด่นของหลักสูตรภายใต้มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต คือการออกแบบการเรียนรู้ให้ผู้เข้าร่วมไม่ได้เป็นเพียงผู้รับฟัง แต่ได้มีส่วนร่วมผ่าน Experiential Learning หรือการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ทั้งการลงพื้นที่ การแลกเปลี่ยนกับผู้ปฏิบัติงาน การถอดบทเรียนร่วมกัน และการเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้กับโจทย์จริงขององค์กร

“เราไม่ได้ต้องการให้ผู้เรียนกลับไปพร้อมคำตอบสำเร็จรูป แต่ต้องการให้เขาเห็นวิธีคิด เห็นกระบวนการ และเห็นปัจจัยความสำเร็จที่ทำให้การพัฒนาเกิดขึ้นได้จริง หลักสูตรจึงออกแบบให้มีทั้ง Learn, Understand, Engage, Do และ Apply เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถเชื่อมโยงบทเรียนจากดอยตุงกับบริบทของตนเองได้ บทเรียนจากดอยตุงทำให้เห็นว่า ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในองค์กร แต่เกี่ยวข้องกับวิธีคิด วิธีทำงาน และวิธีตัดสินใจของทุกคน การถ่ายทอดองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยที่มีชีวิตจึงเป็นการชวนองค์กรและผู้สนใจกลับมาตั้งคำถามว่า เราจะใช้ชีวิตที่ทำให้คนอยู่ได้ ธรรมชาติอยู่รอด และองค์กรเติบโตอย่างมีความหมายได้อย่างไร”

ตัวอย่างหลักสูตรด้าน Sustainability เปิดให้ผู้เรียนทำความเข้าใจหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนผ่านกรณีศึกษาจริง เห็นความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงแนวทางการวัดผลลัพธ์การพัฒนา ขณะที่หลักสูตร Sustainability Leadership และ Sustainability Impactful เหมาะสำหรับผู้บริหาร ทีมความยั่งยืน ทีม CSR ทีม HR หรือผู้รับผิดชอบโครงการด้านความยั่งยืนขององค์กร ที่ต้องการเข้าใจบทบาทของผู้นำ การทำงานกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการขับเคลื่อนความยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริงภายในองค์กร สามารถนำไปใช้ในการดำเนินงานตรงหรือถ่ายทอดต่อให้บุคลากรอื่นๆในองค์กร

ในด้านสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยที่มีชีวิตยังมีหลักสูตรที่ถอดบทเรียนจากการจัดการของเสียในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เช่น Sustainable Waste Management, Zero Waste to Landfill และ Community Engagement for Zero Waste Initiatives เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจรากของปัญหาขยะ การจัดการของเสียตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การต่อยอดสู่ Circular Economy และแนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนหรือองค์กรในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ

ขณะที่หลักสูตรด้าน Social Enterprise ถ่ายทอดบทเรียนจากธุรกิจเพื่อสังคมภายใต้แบรนด์ดอยตุง ซึ่งดำเนินธุรกิจโดยยึดหลัก Profit with Purpose ใช้กลไกตลาดควบคู่กับการสร้างอาชีพและคุณภาพชีวิตให้คนในชุมชน สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจสามารถเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้ หากออกแบบให้เชื่อมโยงกับปัญหาและศักยภาพของพื้นที่อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ยังมีรูปแบบ Sustainability Workshop ที่สามารถออกแบบเนื้อหาและกระบวนการให้เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กร เช่น ESG, SDGs, Biodiversity, Sustainable Leadership, Key Success Factors หรือประเด็นความยั่งยืนเฉพาะด้าน โดยใช้เครื่องมือการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ เกมจำลอง การลงมือปฏิบัติ และการสะท้อนคิด เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้กับงานจริงขององค์กรได้มากขึ้น

อีกทั้ง ยังมีหลักสูตรสำหรับเด็กและเยาวชนในเมือง เพื่อเปิดโลกแห่งธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และความหลากหลายทางสังคม ให้กับเด็กในเมือง เพื่อสร้างผู้นำในอนาคตที่ตระหนักถึงความยั่งยืน เข้าใจธรรมชาติ และพร้อมเติบโตและใช้ชีวิตไปพร้อมกับรักษาธรรมชาติให้คนรุ่นต่อไป

หลักสูตรภายใต้ “มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต” ถ่ายทอดบทเรียนจากการทำงานจริงของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ สู่องค์ความรู้และเครื่องมือที่องค์กรสามารถนำไปปรับใช้ตามบริบท เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต่อคน ชุมชน ธรรมชาติ และองค์กรในระยะยาว หากหน่วยงานหรือองค์กรที่สนใจเรียนรู้เพิ่มเติม หรือปรึกษาแนวทางการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ด้านความยั่งยืนให้เหมาะกับบริบทขององค์กร สามารถติดต่อ Sustainable Living Academy มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โทร. 053-767-015-7 ต่อ 23700 หรืออีเมล klc@doitung.org

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดเวที MFLF Sustainability Forum 2026 ผนึกผู้นำภาครัฐ เอกชน วิชาการ และประชาสังคม ดัน “ทุนธรรมชาติ” สู่ฐานเศรษฐกิจใหม่ เชื่อมนโยบาย ธุรกิจ การเงิน และชุมชน เปลี่ยน Nature Positive จากแนวคิดสู่การลงมือทำ

เมื่อธรรมชาติไม่ใช่เพียงเรื่องของการอนุรักษ์ แต่เป็นทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงทางธุรกิจ
และทุนที่กำหนดอนาคตของประเทศ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงจัดงาน MFLF Sustainability Forum 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อเป็นเวทีกลางเชื่อมองค์ความรู้ นโยบาย เงินทุน และประสบการณ์จากการลงมือทำจริง พร้อมผนึกกำลังผู้นำจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และชุมชนกว่า 500 คน จากเกือบ 100 หน่วยงาน ร่วมผลักดัน “Nature-based Economy” หรือเศรษฐกิจที่เติบโตบนฐานธรรมชาติ ให้เกิดขึ้นจริงตั้งแต่ระดับนโยบาย งบการเงินและแผนการลงทุนของภาคธุรกิจ ไปจนถึงการสร้างรายได้และความมั่นคงให้แก่ชุมชนผู้ดูแลทรัพยากร

MFLF Sustainability Forum 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Nature Positive: เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปกติใหม่” โดยมี ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ ประธานกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และผู้แทนจากทุกภาคส่วน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569

ท่านผู้หญิงบุตรีกล่าวว่า วิกฤตสิ่งแวดล้อม ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ และภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรง กำลังส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และคุณภาพชีวิต ธรรมชาติจึงไม่ใช่เรื่องที่แยกออกจากการพัฒนา แต่เป็นรากฐานของชีวิตและระบบเศรษฐกิจทั้งหมด

“การเปลี่ยนธรรมชาติให้เป็นความปกติใหม่ ไม่ใช่ภาระของการพัฒนา แต่คือการออกแบบอนาคตให้ธรรมชาติทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่อย่างมั่นคง”

ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า โลกกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม 3 ด้านที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ประเทศไทยจึงต้องขยับจากการลดผลกระทบไปสู่ Nature Positive ซึ่งมุ่งหยุดยั้งการสูญเสียธรรมชาติและฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมาดีขึ้นอย่างแท้จริง

รัฐบาลกำลังเร่งสร้างโครงสร้างเชิงนโยบายและกฎหมายเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว โดยอยู่ระหว่างผลักดันร่างพระราชบัญญัติความหลากหลายทางชีวภาพ จำนวน 8 หมวด 63 มาตรา พร้อมแนวทางจัดตั้งกองทุนพัฒนาความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบกำกับดูแลการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ รวมถึงการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม

ขณะเดียวกัน แนวคิด Nature Positive กำลังถูกบูรณาการเข้าสู่ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 พ.ศ. 2571 ถึง 2575 ผ่านเครื่องมือสำคัญ ได้แก่ Nature-based Solutions การขึ้นทะเบียนพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง หรือ OECMs การจัดทำบัญชีทุนธรรมชาติ หรือ Natural Capital Accounting การสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพผ่าน Bioeconomy ตลอดจนกลไก Green Loan และ Biodiversity Credit เพื่อดึงเงินทุนภาคเอกชนเข้าสู่การอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติ

ประเทศไทยยังตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่คุ้มครองทางบกและทะเล รวมถึงพื้นที่ OECMs ให้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของพื้นที่ประเทศภายในปี 2030 โดยปัจจุบันมีพื้นที่ OECMs ที่ได้รับการรับรองแล้ว 22 แห่ง รวมประมาณ 161.74 ตารางกิโลเมตร และมีพื้นที่ศักยภาพอีก 4 แห่ง รวมประมาณ 856.69 ตารางกิโลเมตร

นอกจากนี้ ภาครัฐได้นำกลไกทางการเงินมาเชื่อมโยงกับเป้าหมายความยั่งยืนของประเทศผ่าน Sustainability Bond และ Sustainability-linked Bond โดยกำหนดตัวชี้วัดทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือ 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี 2035 หรือลดลงร้อยละ 47 จากปี 2019 และการเพิ่มพื้นที่คุ้มครองให้บรรลุเป้าหมายร้อยละ 30 ภายในปี 2030

ดร.รวีวรรณเน้นย้ำว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะต้นทุน แต่สามารถนำไปสู่การวิจัย นวัตกรรม การต่อยอดเชิงพาณิชย์ และ New S Curve ใหม่ของประเทศได้ หากประเทศไทยมีกฎหมาย ระบบข้อมูล และกลไกแบ่งปันผลประโยชน์ที่ชัดเจน

“Nature Positive ไม่ใช่ภารกิจของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคธุรกิจ ชุมชน และองค์กรต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนความหลากหลายทางชีวภาพให้เป็นทั้งความมั่นคงของประเทศและโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่”

เวที Nature Positive Business: กลยุทธ์ธุรกิจในยุคที่ธรรมชาติเป็นหุ้นส่วน สะท้อนว่า ธรรมชาติเป็นทั้งทรัพยากรที่ธุรกิจพึ่งพา ความเสี่ยงที่ต้องบริหาร และโอกาสในการสร้างคุณค่าใหม่ ธุรกิจจึงต้องนำธรรมชาติเข้าไปอยู่ในการออกแบบเมือง การบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน และการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่ดำเนินการในฐานะกิจกรรมที่แยกออกจากธุรกิจหลัก

คุณปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด กล่าวว่า เมืองมีผลกระทบต่อการปล่อยคาร์บอนสูงถึงร้อยละ 60 การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จึงต้องมองไกลกว่าผลตอบแทนทางการเงิน โดยนำธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพกลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเมือง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สีเขียว พันธุ์พืช นก หรือระบบนิเวศที่เคยถูกตัดออกไปจากการออกแบบเพื่อให้ดูแลรักษาง่าย

“เราต้องใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ให้สูงขึ้น ใช้พื้นที่น้อยลง มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และทำให้ธรรมชาติดีขึ้น นั่นคือหัวใจของ Value Creation”

คุณจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท
ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมต้องมองทั้งการ “ปลูกคน ปลูกป่า และปลูกเมือง” เพราะพื้นที่ขนาดใหญ่ย่อมส่งผลต่อเส้นทางน้ำ ระบบนิเวศ และชุมชนโดยรอบ หากนิคมเข้าไปขวางทางน้ำ ชาวบ้านปลายน้ำย่อมได้รับผลกระทบทันที และท้ายที่สุดผลกระทบนั้นจะย้อนกลับมาเป็นความเสี่ยงของธุรกิจเอง การออกแบบพื้นที่จึงต้องเริ่มจากความเข้าใจธรรมชาติและชุมชน พร้อมมองการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมเป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทน ไม่ใช่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

“ESG ไม่ใช่ต้นทุน แต่คือ Investment เมื่อลงทุนแล้วต้องได้ผลตอบแทนกลับมา กรีนต้องกินได้ เพราะกรีนแล้วกินไม่ได้ มันอยู่ไม่ได้ และถ้าเราเริ่มก่อน เราจะเป็นผู้นำและเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์”

คุณสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า แม้ทรัพยากรธรรมชาติจะไม่ได้ปรากฏอยู่ในงบดุล แต่เป็นรากฐานของธุรกิจเครื่องดื่ม ตั้งแต่น้ำ น้ำตาล พลังงาน ไปจนถึงวัตถุดิบที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ การบริหารจัดการจึงต้องมองออกไปไกลกว่าโรงงาน ครอบคลุมชุมชน คู่ค้า และระบบลุ่มน้ำเดียวกัน เพราะเมื่อชุมชนได้รับผลกระทบ ธุรกิจและกำลังซื้อก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย

“เราจะดูแลแค่สินค้าของเราไม่ได้ และเรื่องนี้ไม่ได้จบอยู่เพียงในโรงงาน ธุรกิจต้องช่วยให้ระบบนิเวศรอบตัว คู่ค้า และชุมชนสามารถเดินหน้าต่อไปได้ด้วย”

เวที Nature Positive Society: จากภูเขา ผ่านแม่น้ำ ถึงทะเล เข้าใจเพื่อเปลี่ยนแปลง ชี้ให้เห็นว่า ระบบนิเวศไม่มีเส้นแบ่ง ความเปลี่ยนแปลงบนภูเขาส่งผลต่อแม่น้ำ และไหลต่อไปถึงพื้นที่ชายฝั่ง ทะเล ความมั่นคงทางอาหาร และรายได้ของชุมชน การจัดการจึงต้องมองทั้งระบบนิเวศ ควบคู่กับการใช้ข้อมูล วิทยาศาสตร์ และกลไกที่ทำให้ชุมชนสามารถดูแลทรัพยากรได้อย่างต่อเนื่อง

รศ.ดร.อภินันท์ สุวรรณรักษ์ คณบดีคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า แม่น้ำหลายสายกำลังเผชิญทั้งการปนเปื้อน การทับถมของตะกอน และการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ เมื่อก้อนหินและฐานของแพลงก์ตอนในท้องน้ำหายไป แมลงน้ำและปลาขนาดเล็กก็หายตาม จนแม่น้ำบางช่วงกลายเป็น “แม่น้ำทราย” ที่แทบไม่เหลือชีวิต

แม่น้ำยมเพียงสายเดียวสามารถผลิตปลาได้มากกว่า 4 ล้านกิโลกรัมต่อปี สะท้อนทั้งคุณค่าทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหารที่แม่น้ำมอบให้ แต่ปัจจุบันประมาณร้อยละ 85 ของปลาน้ำจืดที่บริโภคเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อปลาพื้นถิ่นและความหลากหลายทางชีวภาพในระยะยาว

“หากเราฟังเสียงปลา เราจะได้ยินเสียงของแม่น้ำ เพราะเมื่อปลาและสิ่งมีชีวิตในน้ำหายไป นั่นหมายถึงแม่น้ำกำลังสูญเสียความสามารถในการหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คน”

คุณบรรจง นฤพรเมธี ประธานวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงปลากระชังบ้านพรุจูด จังหวัดตรัง กล่าวว่า การปลูกป่าชายเลนหรือหญ้าทะเลอาจแก้ปัญหาได้เพียงระยะสั้น หากขาดกลไกที่ทำให้ชุมชนดูแลต่อได้ในระยะยาว การฟื้นฟูจึงต้องสร้างทั้งความเข้าใจ กติกาชุมชน อาชีพ และรายได้ เช่น การท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อให้คนในพื้นที่มีกำลังดูแลทรัพยากรอย่างต่อเนื่องแม้การสนับสนุนจากภายนอกสิ้นสุดลง

“เราไม่ได้เพียงปลูกหญ้าทะเล แต่ต้องปลูกหญ้าทะเลในใจคน และใช้ข้อมูลกับวิทยาศาสตร์เป็นเข็มทิศ เพื่อให้ชุมชนรู้ว่าควรฟื้นฟูอย่างไร โดยไม่เข้าไปแทรกแซงระบบนิเวศมากเกินไป”

คุณธานิษฏ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า แม้โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จะสามารถฟื้นฟูป่าและทำให้รายได้ของคนในพื้นที่เพิ่มขึ้นประมาณ 30 เท่าจากช่วงเริ่มต้น แต่ความท้าทายในปัจจุบันได้เปลี่ยนจากความยากจนและป่าเสื่อมโทรม ไปสู่ความผันผวนของภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นพายุฤดูร้อน ลูกเห็บตก หรือปัญหาดินถล่มที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

ข้อมูลจากพื้นที่พบว่า เมื่อพายุฤดูร้อนพัดผ่าน ป่าที่มีต้นสนเพียงชนิดเดียวได้รับความเสียหายจนยอดไม้หายไปถึงร้อยละ 80 ขณะที่ป่าบริเวณเดียวกันซึ่งมีพืชพรรณหลากหลายได้รับความเสียหายเพียงร้อยละ 2 แสดงให้เห็นว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เพียงคุณค่าด้านการอนุรักษ์ แต่เป็นภูมิคุ้มกันที่ช่วยให้ระบบนิเวศรับมือกับภัยพิบัติได้

“ธรรมชาติไม่ได้แยกออกเป็นส่วน ๆ การเปลี่ยนแปลงเพียงจุดเดียวสามารถสะเทือนไปถึงทั้งระบบ การดูแลคน ป่า น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพจึงต้องเกิดขึ้นพร้อมกันแบบบูรณาการ ภายใต้ขอบเขตพื้นที่ระบบนิเวศที่ธรรมชาติจัดสรรให้แก่เรา”

เวที Nature Positive Finance: ทุนธรรมชาติ รากฐานใหม่ของการเงินเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน สะท้อนว่า เงินที่ไหลไปสู่กิจกรรมซึ่งสร้างผลกระทบเชิงลบต่อธรรมชาติยังมีมากกว่าเงินที่ใช้ฟื้นฟูธรรมชาติในสัดส่วนประมาณ 30 ต่อ 1 หรือประมาณ 260 ล้านล้านบาทต่อปี เทียบกับเงินเพื่อการฟื้นฟูธรรมชาติประมาณ 7 ล้านล้านบาทต่อปี ภาคการเงินจึงต้องนำทุนธรรมชาติเข้าสู่ระบบข้อมูล การประเมินความเสี่ยง การเปิดเผยข้อมูล และการจัดสรรเงินทุนอย่างเป็นรูปธรรม

คุณขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจ เจ้าหน้าที่อาวุโสธนาคารโลกผู้รับผิดชอบประเทศไทย กล่าวว่า ธรรมชาติคือ Economic Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ แต่ระบบบัญชีปัจจุบันยังไม่สะท้อนว่าการเติบโตของ GDP เกิดขึ้นพร้อมกับการเสื่อมลงของธรรมชาติเท่าใด Natural Capital Accounting จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการวัดปริมาณและความสมบูรณ์ของทรัพยากร รวมถึงบริการจากระบบนิเวศ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ประเมินความเสี่ยงและประกอบการตัดสินใจทางการเงิน

“ถ้ามองประเทศไทยเป็นบริษัท ทุนธรรมชาติก็เปรียบเหมือนเครื่องจักร เมื่อใช้ไปย่อมเสื่อมลง หากเราไม่ดูแลหรือฟื้นฟู สุดท้ายเครื่องจักรนั้นก็จะไม่สามารถผลิตอะไรให้เราได้อีก”

คุณชนานันท์ สุภาดุลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ความเสื่อมโทรมของธรรมชาติส่งผ่านความเสี่ยงมาสู่ธุรกิจและสถาบันการเงินได้ทั้ง Physical Risk จากภัยธรรมชาติและการขาดแคลนทรัพยากร และ Transition Risk จากกติกาและมาตรฐานโลก เช่น ข้อกำหนด EUDR ซึ่งกำหนดให้สินค้าเกษตรที่ส่งออกไปสหภาพยุโรปต้องตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าไม่ได้มาจากพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่า

ประเทศไทยสามารถต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานด้าน Climate Finance ที่มีอยู่แล้วไปสู่ Nature Finance ผ่านกรอบ TNFD และ Thailand Taxonomy แต่ความท้าทายคือการวัดผลกระทบต่อธรรมชาติซึ่งมีความเฉพาะเจาะจงตามพื้นที่

“หัวใจสำคัญคือการวัดผลให้ได้ และทำให้ผลกระทบต่อธรรมชาติเชื่อมโยงกลับมาถึงสินค้าและการตัดสินใจในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นรูปธรรม”

คุณพิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องรอให้ตลาด Nature Positive หรือกฎกติกาทุกอย่างสมบูรณ์ก่อนจึงเริ่มลงมือ หากทุกฝ่ายมีเจตจำนงร่วมกัน สามารถเริ่มจากมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล กติกากลาง กลไกลดความเสี่ยง และแรงจูงใจ เพื่อดึงเงินทุนเอกชนเข้าสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ทันที โดยเสนอหลักการขับเคลื่อน 4 ด้าน ได้แก่ มุ่งเป้า วัดผล สร้างแรงจูงใจ และขยายผล

“กฎกติกาใหม่อาจต้องใช้เวลาเป็นสิบปีกว่าจะเกิดขึ้น แต่เงินทุนสามารถขยับได้ทันที ผลกระทบภายนอกของวันนี้ สามารถกลายเป็นสินทรัพย์ทางธรรมชาติของวันข้างหน้าได้”

คุณสฤณี อาชวานันทกุล กรรมการบริหาร เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน หรือ CFNT กล่าวว่า Nature Finance ต้องมุ่งฟื้นฟูธรรมชาติให้ดีกว่าเดิม โดยไม่ใช้แนวคิดแบบคาร์บอนเครดิตมาครอบเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพโดยตรง เพราะระบบนิเวศมีความเฉพาะถิ่นและไม่สามารถนำพื้นที่หนึ่งไปทดแทนอีกพื้นที่หนึ่งได้ การกำหนดตัวชี้วัดจึงต้องเข้าใจง่ายพอที่ภาคการเงินนำไปใช้ได้ แต่ไม่ง่ายจนกลายเป็นการฟอกเขียว

“เงินยิ่งใช้ยิ่งลดค่า แต่ธรรมชาติยิ่งฟื้นฟูยิ่งเพิ่มค่า สิ่งที่เราต้องวัดจึงไม่ใช่เพียงจำนวนต้นไม้ที่ปลูก แต่คือความสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่กลับคืนมา”

อีกหนึ่งเวทีสำคัญถ่ายทอดผลลัพธ์จาก 5 ธุรกิจชุมชนที่เข้ารอบสุดท้ายในโครงการบ่มเพาะผู้นำการพัฒนาธุรกิจชุมชนอย่างยั่งยืน 2569 ซึ่งต่อยอดจากการสร้างอาชีพภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมุ่งเปลี่ยนเงินสนับสนุนจากคาร์บอนเครดิตให้เป็นทุนตั้งต้นสำหรับสร้างธุรกิจ รายได้ และเศรษฐกิจสีเขียวที่ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้

ธุรกิจทั้ง 5 แห่งแสดงให้เห็นว่า ทุนธรรมชาติและปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่สามารถพัฒนาเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจได้ ตั้งแต่การนำรายได้จากธุรกิจกลับไปสนับสนุนการจัดการป่าชุมชน การสร้างอาชีพให้ผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขง การเปลี่ยนขยะทะเลเป็นงานสร้างสรรค์ การนำใบไม้แห้งมาพัฒนาเป็นวัสดุบำรุงดินและลดความเสี่ยงจากไฟป่า ไปจนถึงการเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นพลังงานสำหรับภาคการเกษตร

เวทีนี้ตอกย้ำว่า การอนุรักษ์จะยั่งยืนได้เมื่อชุมชนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับเงินสนับสนุน แต่สามารถเป็นผู้ประกอบการที่สร้างรายได้ บริหารทุน และนำผลกำไรกลับไปดูแลทรัพยากรของตนเอง ทำให้ “คนอยู่ได้ ป่าอยู่รอด” และขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นไปพร้อมกัน

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวสรุปว่า มูลนิธิฯ ยึดถือคำว่า “คนหิว ป่าหาย” มาโดยตลอด เพราะตราบใดที่คนยังขาดทางเลือกและรายได้ ป่าก็ยังคงถูกใช้เพื่อความอยู่รอด แต่บทเรียนจากทุกเวทีแสดงให้เห็นว่า สมการดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงตลอดไป หากสามารถทำให้ป่าและสิ่งแวดล้อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรายได้และการดำเนินธุรกิจ

“ผมอยากให้ทุกคนนึกถึงตาชั่ง ฝั่งหนึ่งคือความเจริญ อีกฝั่งหนึ่งคือทรัพยากรธรรมชาติ และสามเหลี่ยมที่อยู่ข้างล่างซึ่งทำให้ตาชั่งสมดุลก็คือคน พวกเราทุกคนเป็นผู้กำหนดทิศทางของตาชั่งนั้น”

หม่อมหลวงดิศปนัดดาเสนอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนา Nature-based Economy หรือเศรษฐกิจที่เติบโตบนฐานของธรรมชาติ โดยเชื่อมกระบวนการตั้งแต่การประเมินมูลค่าและผลกระทบต่อธรรมชาติผ่าน Natural Capital Accounting การเปิดเผยข้อมูลการใช้ทรัพยากรและผลกระทบของธุรกิจอย่างโปร่งใส การนำข้อมูลดังกล่าวไปสะท้อนในงบดุล งบการเงิน และแผนการลงทุน ไปจนถึงการใช้ข้อมูลประกอบการประเมินความเสี่ยงและจัดสรรเงินทุนเข้าสู่การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนผู้ดูแลทรัพยากร

กระบวนการดังกล่าวจะทำให้ภาคธุรกิจมองเห็นทั้ง “ไข่แดง” หรือทรัพยากรที่ใช้และผลกระทบจากการดำเนินงานโดยตรง และ “ไข่ขาว” หรือผลกระทบที่ขยายไปสู่ห่วงโซ่คุณค่า ชุมชน และระบบนิเวศโดยรอบ พร้อมลดช่องว่างระหว่างภาคธุรกิจ นักการเงิน หน่วยงานรัฐ และชุมชน โดยมีธรรมชาติเป็นตัวเชื่อมทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน

“เราต้องเปลี่ยนมุมมองจากการเห็นธรรมชาติเป็นค่าใช้จ่าย ไปสู่การมองว่าการฟื้นฟูธรรมชาติคือการลงทุนที่สามารถวัดค่าตอบแทนได้ คำถามคือ Cost of Inaction หรือต้นทุนของการไม่ลงมือทำนั้นคือเท่าไร เพราะหากวันนี้เราไม่ลงมือ วันข้างหน้าต่อให้มีเงินมากเพียงใดก็อาจแก้ปัญหาไม่ได้ เนื่องจากเราไม่มีเวลาเหลืออีกแล้ว”

นอกจากการวัดมูลค่าและนำธรรมชาติเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแล้ว หม่อมหลวงดิศปนัดดายังเสนอให้ผลักดันการรับรอง Nature Rights หรือสิทธิของธรรมชาติ เพื่อให้ธรรมชาติมีสิทธิในการฟื้นฟูและรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ไม่ใช่ถูกมองเพียงในฐานะทรัพยากรที่มนุษย์มีสิทธินำมาใช้ประโยชน์

“เราชอบพูดกันเรื่องสิทธิมนุษยชน หรือ Human Rights แต่เวลาที่เราพูดถึง Human Rights เรามองตัวเรามากเกินไป วันนี้ผมอยากเพิ่มอีกสิทธิหนึ่ง คือ Nature Rights สิทธิของธรรมชาติ ทำอย่างไรให้ธรรมชาติมีสิทธิที่จะฟื้นฟูตัวเอง มีสิทธิที่จะบูรณาการระบบนิเวศต่าง ๆ เพื่อให้พวกเราสามารถอยู่ได้ มีชีวิตที่ดีขึ้น และมีอนาคตที่ดียิ่งขึ้น”

นอกจากเวทีหลัก ภายในงานยังมีกิจกรรมย่อยภาคบ่าย 4 หัวข้อ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมเจาะลึกเครื่องมือและแนวทางนำ Nature Positive ไปประยุกต์ใช้ในองค์กร ได้แก่ ความรู้พื้นฐานด้านธุรกิจและความหลากหลายทางชีวภาพ (Business & Biodiversity 101) ร่วมจัดกับพีดับบลิวซี ประเทศไทย การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการประเมินความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ (Climate Adaptation & Climate Risk Assessment) ร่วมจัดกับบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) การบริหารจัดการน้ำอย่างมีความรับผิดชอบ (Water Stewardship) ร่วมจัดกับกลุ่มธุรกิจ TCP และคลินิกให้คำปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG Clinic) ร่วมจัดกับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อเชื่อมองค์ความรู้จากเวทีหลักไปสู่การประเมินความเสี่ยง การวางกลยุทธ์ และการลงมือปฏิบัติในบริบทจริงของแต่ละองค์กร

MFLF Sustainability Forum 2026 จึงไม่ได้จบลงเพียงการแลกเปลี่ยนแนวคิด แต่ได้วางกระบวนการขับเคลื่อนที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การสร้างกฎหมายและเป้าหมายระดับประเทศ การประเมินและเปิดเผยข้อมูลทุนธรรมชาติ การนำข้อมูลเข้าสู่การตัดสินใจทางธุรกิจและการเงิน การออกแบบกลไกที่ส่งเงินทุนถึงพื้นที่ ไปจนถึงการสร้างอาชีพให้คนสามารถดูแลธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน 

ธุรกิจที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน คือธุรกิจที่ต้องดึงธรรมชาติเข้ามาเป็นปัจจัยในการเติบโตควบคู่กัน และนี่คือสิ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป

                 

                                                     

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โชว์เคสป่าชุมชน “อำนาจเจริญ” ใช้คาร์บอนเครดิตเป็นกลไกดูแลป่าโซนอีสาน ต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากจากกองทุนพัฒนาอาชีพ

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถอดบทเรียนความสำเร็จของพื้นที่ ป่าชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ หลังเข้าร่วม โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตั้งแต่ปี 2566 จนพิสูจน์ให้เห็นว่า คาร์บอนเครดิตสามารถเป็นมากกว่ากลไกด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ชุมชนมีระบบดูแลป่า มีทุนพัฒนาอาชีพ และสร้างรายได้จากฐานทรัพยากรของตนเองได้อย่างยั่งยืน และล่าสุดพื้นที่ดังกล่าวอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการทวนสอบและยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตต่อองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. โดยมีพื้นที่ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER 12,645.31 ไร่ คาดว่าจะได้คาร์บอนเครดิตรายปี 11,275 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี พร้อมต่อยอดป่าชุมชนสู่เส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้สนใจด้านความยั่งยืนได้เรียนรู้ว่า การอนุรักษ์ป่าสามารถเดินไปพร้อมกับการพัฒนาอาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตของชุมชนในระยะยาวได้จริง

ทั้งนี้ โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2563 โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ใช้กลไกคาร์บอนเครดิตสนับสนุนให้ชุมชนดูแลป่าและดูแลตนเองได้พร้อมกัน ผ่านการจัดตั้ง 2 กองทุนสำคัญ ได้แก่ กองทุนดูแลป่า และกองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อให้ชุมชนมีงบประมาณสำหรับทำแนวกันไฟ ลาดตระเวน เฝ้าระวังไฟป่า ฟื้นฟูป่า พัฒนาอาชีพ และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากรของตนเอง

ปัจจุบัน โครงการดังกล่าวได้ดำเนินโครงการมาในระยะที่ 5 แล้ว โดยจังหวัดอำนาจเจริญอยู่ในโครงการระยะที่ 3 ซึ่งเริ่มดำเนินงานในปี 2566 ครอบคลุมพื้นที่ป่าชุมชนในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ยโสธร และอำนาจเจริญ โดยมีภาคเอกชนจากหลายอุตสาหกรรมเข้าร่วมสนับสนุน ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจเครื่องดื่ม พลังงาน ปิโตรเคมี การเงินและธนาคาร การบิน อสังหาริมทรัพย์ สินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงเกษตรอาหาร สะท้อนให้เห็นว่าโมเดลความยั่งยืนจากดอยตุงสามารถขยายผลสู่พื้นที่ต่าง ๆ ได้จริง และการดูแลป่าชุมชนไม่ได้เป็นเพียงภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่เป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ ภาคธุรกิจ และคุณภาพชีวิตของชุมชนเข้าด้วยกัน

นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้นำประสบการณ์จากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ มาปรับใช้ในการขยายโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนไปยังป่าชุมชนในหลายภูมิภาคทั่วประเทศ โดยภาคอีสานเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่มีทั้งความเข้มแข็งของชุมชน ฐานทรัพยากรป่าชุมชน และความพร้อมของผู้นำท้องถิ่น ปัจจุบันในภาคอีสานมีพื้นที่ดำเนินงานในจังหวัดอำนาจเจริญและจังหวัดยโสธร

“สิ่งที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ให้ความสำคัญคือการทำให้การดูแลป่าเชื่อมโยงกับชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง ป่าชุมชนไม่ใช่เพียงพื้นที่อนุรักษ์ แต่เป็นฐานทรัพยากร ฐานอาชีพ และฐานเศรษฐกิจของคนในพื้นที่ หากชุมชนมีระบบบริหารจัดการที่เข้มแข็ง คาร์บอนเครดิตจะเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยให้การดูแลป่าเกิดความต่อเนื่อง และสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนได้ในระยะยาว” นายสมิทธิกล่าว

คุณปฐมพร ทรงลิลิตชูวงศ์ ผู้จัดการโครงการอาวุโส มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า พื้นที่ป่าชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ มีพื้นที่ป่าชุมชนตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน 16,385 ไร่ และพื้นที่ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER 12,645.31 ไร่ ครอบคลุม 13 หมู่บ้าน 1,761 ครัวเรือน หรือประชาชนที่เกี่ยวข้อง 7,596 คน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสำรวจและปรับปรุงข้อมูลพื้นที่โครงการ เพื่อยืนยันขอบเขตพื้นที่ ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอน จัดทำรายงานติดตามผลปริมาณก๊าซเรือนกระจก ทวนสอบโดยผู้ประเมินภายนอก และยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตต่อ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.

โดยชุมชนทั้ง 13 หมู่บ้านได้รับการสนับสนุนเพื่อนำไปบริหารจัดการผ่าน 2 กองทุน โดยกองทุนดูแลป่าใช้สำหรับกิจกรรมป้องกันไฟป่า การทำแนวกันไฟ การลาดตระเวน การเฝ้าระวังไฟป่า การปลูกป่าเสริม และการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันไฟป่า ส่วนกองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนช่วยให้ชุมชนมีงบประมาณสำหรับพัฒนาพื้นที่และต่อยอดกิจกรรมสร้างรายได้ระหว่างรอคาร์บอนเครดิต อาทิ การแปรรูปอาหารพื้นถิ่น งานหัตถกรรม และการผลิตวัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์

ขณะเดียวกัน ชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อยยังอยู่ระหว่างการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ร่วมกับภาคี ภายใต้โครงการ Village to the World Season 5 ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยมีบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เป็นหนึ่งในภาคีที่ร่วมสนับสนุนการยกระดับพื้นที่สู่แหล่งเรียนรู้ด้านความยั่งยืน เพื่อเชื่อมโยงทุนธรรมชาติ วิถีชีวิต และศักยภาพของชุมชนให้เกิดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ ควบคู่กับการดูแลทรัพยากรในระยะยาว

“จุดเด่นของพื้นที่นี้คือ ป่าดงใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงผืนป่าอนุรักษ์ แต่เป็นทุนชีวิตของชุมชน ทั้งในฐานะแหล่งอาหารตามฤดูกาล แหล่งรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติ ฐานอาชีพ และพื้นที่ที่กำลังต่อยอดไปสู่เส้นทางท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ถือเป็นพื้นที่ที่มีการบริหารจัดการดูแลป่า ชุมชน และการเปลี่ยนทรัพยากรท้องถิ่นให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ”

ป่าดงใหญ่ในตำบลสร้างถ่อน้อยยังมีความโดดเด่นในฐานะ “ซูเปอร์มาร์เก็ตธรรมชาติ” ของชุมชน เป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งรายได้ และพื้นที่ชีวิตของคนในตำบล ไม่ว่าจะเป็นเห็ดตามฤดูกาล ไข่มดแดง แมงจินูน แมงแคง ปลาและทรัพยากรธรรมชาติจากแหล่งน้ำ ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานศิลปะหัตถกรรม เช่น การทอผ้าไหม งานจักสาน การแปรรูปผลผลิตจากธรรมชาติ และการผลิตวัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์แบบอัดเม็ด ซึ่งสะท้อนการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และการต่อยอดกองทุนพัฒนาชุมชนให้เกิดรายได้หมุนเวียนในพื้นที่

ด้านนายตะนุ สมนาม ประธานป่าชุมชนบ้านคำข่า และกำนันตำบลสร้างถ่อน้อย กล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการทำให้ชุมชนมองเห็นคุณค่าของการดูแลป่าชัดเจนขึ้น จากเดิมที่ชาวบ้านช่วยกันรักษาป่าดงใหญ่ในฐานะแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ และพื้นที่ชีวิตของคนทั้งตำบล วันนี้การดูแลป่ามีแผน มีหน้าที่ และมีเป้าหมายร่วมกันมากขึ้น ทั้งการเฝ้าระวังไฟป่า การดูแลแนวกันไฟ การลาดตระเวน และการร่วมกันคิดว่าจะใช้ทรัพยากรในชุมชนอย่างไรให้เกิดประโยชน์โดยไม่ทำลายป่า

“สิ่งที่ชุมชนภูมิใจคือ ป่าดงใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงป่าที่ชาวบ้านช่วยกันรักษา แต่กำลังกลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่สร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน คาร์บอนเครดิตจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เกี่ยวข้องกับอาหาร อาชีพ รายได้ และอนาคตของลูกหลานในพื้นที่โดยตรง” นายตะนุกล่าว

สำหรับเส้นทางท่องเที่ยวที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ชุมชนจะเปิดให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้เรื่องป่าชุมชน การวัดต้นไม้เพื่อประเมินคาร์บอนเครดิต การนั่งซาเล้งชมเส้นทางป่าที่พัฒนาจากแนวลาดตระเวนและแนวกันไฟ การทำ Eco print จากสีธรรมชาติ การชมผ้าไหมและงานหัตถกรรมท้องถิ่น การเยี่ยมชมบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ส่างท่อ และการล่องเรือลำเซบาย เพื่อสัมผัสธรรมชาติสองฝั่งน้ำที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของป่าภาคอีสาน

ทั้งนี้ โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนดำเนินงานครอบคลุมป่าชุมชน 303 ชุมชน ใน 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แม่ฮ่องสอน ตาก กำแพงเพชร อุทัยธานี กระบี่ ยโสธร อำนาจเจริญ น่าน ลำปาง รวมพื้นที่ 287,944 ไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์ 161,171 คน จาก 52,359 ครัวเรือน และมีหน่วยงานร่วมสนับสนุน 30 องค์กร โดยผลการดำเนินโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลป่าและป้องกันไฟป่า โดยจากการติดตามพื้นที่เสียหายจากไฟป่าก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ พบว่า พื้นที่โครงการระยะที่ 1-2 ลดพื้นที่เสียหายจากไฟป่าจากค่าเฉลี่ย 11.41% เหลือ 1.99% ในปี 2567 ขณะที่โครงการระยะที่ 3 ลดลงจากค่าเฉลี่ย 8.17% เหลือ 1.18% ในปี 2568 และโครงการระยะที่ 4 ลดลงจาก 21.75% เหลือ 0.77% ชี้ให้เห็นว่ากลไกกองทุนดูแลป่าและการบริหารจัดการโดยชุมชนสามารถช่วยลดการเกิดไฟป่า ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากไฟป่าได้อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อชุมชนมีทรัพยากร มีระบบบริหารจัดการ และมีแรงจูงใจที่เป็นธรรม ป่าชุมชนสามารถเป็นทั้งเครื่องมือด้านสภาพภูมิอากาศ ฐานเศรษฐกิจท้องถิ่น และหลักประกันคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

สืบสานศิลปวัฒนธรรมกะเหรี่ยง

อาจารย์นคร พงษ์น้อย (กลาง) ผู้อำนวยการอุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง จัดนิทรรศการ
“งานศิลปะชนเผ่ากะเหรี่ยง” รวบรวมผลงานโดดเด่นของศิลปินชาวกะเหรี่ยงจากทั่วประเทศ โดยมี ร้อยเอก จิทัศ ศรสงคราม (ที่ 2 จากซ้าย) กรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา (ที่ 3 จากขวา), ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล (ที่ 2 จากขวา) และภาวนา เนียมลอย (ที่ 3 จากซ้าย) ร่วมงาน
ณ อุทยานศิลปวัฒนธรรม แม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569

หมายเหตุ : นิทรรศการ “งานศิลปะชนเผ่ากะเหรี่ยง” เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา 08.00–16.30 น. ณ อุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

31 ปี วันคล้ายวันสวรรคต “สมเด็จย่า” มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จัดกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ “สมเด็จย่า” ครบรอบ 31 ปี วันที่ 18 กรกฎาคมของทุกปี ผ่านการจัดกิจกรรมปลูกป่าเสริมฟื้นฟูระบบนิเวศดอยตุง นิทรรศการประจำปี “งานศิลปะชนเผ่ากะเหรี่ยง” พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศล และพิธีถวายพานขันดอกสักการะ เพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมสืบสานพระราชปณิธาน “ปลูกป่า ปลูกคน” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการฟื้นฟูผืนป่า การดูแลระบบนิเวศ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน อันเป็นแนวทางสำคัญที่มูลนิธิฯ ยังคงดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนและธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ณ จังหวัดเชียงราย เมื่อวันเร็วๆ นี้

เริ่มต้นด้วยกิจกรรมภายใต้ “โครงการฟื้นฟูและปรับสภาพป่า (ปลูกป่าเสริม) สืบสานพระราชดำริ พลิกฟื้นคืนป่าธรรมชาติดั้งเดิม” โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมกับหน่วยงานราชการและราษฎรในพื้นที่ ปลูกกล้าไม้ท้องถิ่นกว่า 20 ชนิด จำนวน 2,000 ต้น บนพื้นที่ 50 ไร่ ฟื้นฟูป่าที่ได้รับความเสียหายจากไฟป่าและปรากฏการณ์ “ไผ่ตายขุย” เมื่อปี 2567 พร้อมเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอน ณ บริเวณหมู่บ้านแม่เปิน ตำบลแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา กรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า พระราชปณิธาน “ฉันจะปลูกป่าบนดอยตุง” ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สะท้อนถึงสายพระเนตรอันยาวไกลของสมเด็จย่า ทรงให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูป่ามาตั้งแต่กว่า 50 ปีก่อน ขณะที่ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเผชิญกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง จนการฟื้นฟูธรรมชาติกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งดำเนินการ

กิจกรรมครั้งนี้ได้นำถุงเพาะกล้าที่ผลิตจากแป้งมันสำปะหลังและสามารถย่อยสลายในดินได้ภายใน 4 สัปดาห์มาใช้ เพื่อลดขยะพลาสติกและป้องกันรากกล้าไม้จากการบอบช้ำระหว่างปลูก พร้อมนำซากไผ่แห้งมาแปรรูปเป็นไบโอชาร์สำหรับปรับปรุงดินและลดเชื้อเพลิงสะสมในป่า โดยคาดว่าการปลูกป่าครั้งนี้จะช่วยเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนได้ประมาณ 35 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

ในเวลาต่อมา อาจารย์นคร พงษ์น้อย ผู้อำนวยการอุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง จัดนิทรรศการประจำปีภายใต้ชื่อ “งานศิลปะชนเผ่ากะเหรี่ยง” รวบรวมผลงานโดดเด่นของศิลปินชาวกะเหรี่ยงจากทั่วประเทศ โดยมี ร้อยเอก จิทัศ ศรสงคราม กรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา, ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล และภาวนา เนียมลอย ร่วมงาน นิทรรศการจัดขึ้นเพื่อเผยแพร่และสืบสานศิลปะวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา 08.00–16.30 น. ณ หอแก้ว อุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

ขณะเดียวกัน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ วัดพระแก้ว อำเภอเมืองเชียงราย

ปิดท้ายกิจกรรมด้วย พิธีถวายพานขันดอกสักการะ ซึ่ง จังหวัดเชียงราย ร่วมกับ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จัดขึ้น ณ อุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง (ไร่แม่ฟ้าหลวง) อำเภอเมืองเชียงราย เพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จย่า
โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้แทนจากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนชาวเชียงรายเข้าร่วมพิธี