38 ปี โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ต้นแบบที่ยังมีลมหายใจด้านสิ่งแวดล้อมของไทย จากภูเขาหัวโล้น สู่ “โมเดลความยั่งยืน” ที่คนทั่วโลกได้มาเรียนรู้และต่อยอด

เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก (5 มิถุนายน) ในวันที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ “โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย” โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตอกย้ำบทบาทต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้สำเร็จต้องทำทั้งระบบ ตั้งแต่การแก้ปัญหาเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของคน การสร้างอาชีพ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงการทำให้ชุมชนมีส่วนร่วมในอนาคตของพื้นที่ตนเอง

ตลอดระยะเวลาเกือบสี่ทศวรรษ ดอยตุงเปลี่ยนจากพื้นที่ภูเขาหัวโล้นที่เคยเผชิญปัญหาการปลูกพืชเสพติด การทำไร่เลื่อนลอย และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ สู่พื้นที่ป่าที่ฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์กว่า 90% ผ่านการจัดสรรพื้นที่ให้คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างสมดุล ควบคู่กับการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการขยะไม่ให้ไปสู่บ่อฝังกลบ การดูแลน้ำ การใช้พลังงานทดแทนและลดต้นทุน การนำของเหลือจากการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ การพัฒนาคาร์บอนเครดิตเพื่อสร้างประโยชน์ให้ชุมชน และการปลูกฝังเยาวชนให้เป็นผู้ดูแลทรัพยากรรุ่นต่อไป จนโครงการพัฒนาดอยตุงฯ กลายเป็น “โมเดลความยั่งยืน” เป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นต้นแบบการพัฒนาที่มีคณะศึกษาดูงานทั้งจากไทยและต่างประเทศเดินทางมาเรียนรู้หลายพันคนต่อปี พร้อมต่อยอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากพื้นที่สู่การเป็นที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนให้กับองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการพัฒนาอย่างยั่งยืนในบริบทของตนเอง

ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า“บทเรียนสำคัญของดอยตุงคือ ถ้าเราต้องการรักษาป่า เราต้องเข้าใจชีวิตของคนที่อยู่กับป่า การอนุรักษ์ที่ยั่งยืนไม่ใช่การห้ามคนใช้ทรัพยากรทั้งหมด แต่คือการออกแบบให้คนใช้ทรัพยากรอย่างพอดี มีระบบ มีความรับผิดชอบ และเห็นประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว วันนี้งานสิ่งแวดล้อมของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การฟื้นป่า แต่ขยายไปสู่การจัดการขยะ น้ำ พลังงาน คาร์บอน ความหลากหลายทางชีวภาพ และการสร้างเยาวชนในพื้นที่ให้เข้าใจคุณค่าของทรัพยากร เพราะสิ่งแวดล้อมจะยั่งยืนได้จริง ก็ต่อเมื่อชุมชนเป็นเจ้าของการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยตนเอง”

คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างเข้าใจ ระบบนิเวศกลับคืน ความสำเร็จของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ เกิดจากการจัดสรรการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างชัดเจน ทั้งป่าอนุรักษ์ ป่าเศรษฐกิจ ป่าใช้สอย พื้นที่ทำกิน และที่อยู่อาศัย เพื่อให้ชุมชนมีอาชีพ รายได้ และบทบาทในการดูแลทรัพยากร เมื่อคนมีทางเลือกในการดำรงชีวิต แรงกดดันต่อป่าธรรมชาติจึงลดลง และระบบนิเวศสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง

ความหลากหลายทางชีวภาพคือหลักฐานสำคัญของป่าที่กลับมามีชีวิต โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จึงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และติดตามข้อมูลในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งพืช สัตว์ป่า แหล่งน้ำ และระบบนิเวศโดยรอบ เพื่อใช้เป็นฐานในการวางแผนดูแลพื้นที่ให้คน ป่า และทรัพยากรธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้ในระยะยาว

การจัดการขยะภายในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ยึดหลักขยะต้องไม่จบที่บ่อฝังกลบ ทำให้ไม่มีขยะสู่บ่อฝังกลบตั้งแต่ปี 2561 แม้เป็นพื้นที่ที่มีทั้งสำนักงาน โรงงาน ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงแรม แหล่งท่องเที่ยว ชุมชน โรงเรียน และรองรับนักท่องเที่ยวปีละประมาณ 500,000 ถึง 600,000 คน โดยมีขยะที่ต้องบริหารจัดการประมาณ 102.4 ตันต่อปี หลักการสำคัญคือการแยกขยะตั้งแต่ต้นทางออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่ ขยะรีไซเคิล ขยะย่อยสลายได้ ขยะอันตราย ขยะทั่วไป ขยะติดเชื้อ และขยะอื่น ๆ ก่อนนำไปจัดการตามลักษณะของขยะแต่ละประเภท เช่น นำกลับมาใช้ใหม่ ทำเป็นอาหารสัตว์ ส่งต่อให้บริษัทที่ได้รับอนุญาต หรือนำไปใช้เป็นพลังงาน แนวทางนี้ช่วยเปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพยากรที่จัดการได้ครบวงจร และยังขยายผลไปสู่ชุมชนในพื้นที่ 29 หมู่บ้าน เพื่อให้ครัวเรือน โรงเรียน และชุมชนลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัด

ด้านการจัดการน้ำ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ดำเนินงานตั้งแต่การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การบำบัด การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ และการติดตามคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ เช่น สำนักงานกรุงเทพฯ ดอยตุงลอดจ์ ศูนย์ผลิตและจำหน่ายงานมือ โรงย้อม โรงกระดาษสา และพื้นที่แปลงแมคคาเดเมีย รวมถึงการกำจัดสีในน้ำทิ้งจากกระบวนการย้อม และนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ในกิจกรรมที่เหมาะสม ช่วยลดการใช้น้ำใหม่ ลดภาระต่อแหล่งน้ำธรรมชาติ และทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเดินหน้าไปพร้อมกับการดูแลระบบนิเวศต้นน้ำ

ด้านพลังงาน โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ใช้พลังงานทดแทนและมาตรการอนุรักษ์พลังงานให้เหมาะกับลักษณะงานของแต่ละพื้นที่ ตั้งแต่การติดตั้งโซลาร์เซลล์ การใช้ระบบแก๊สซิไฟเออร์จากถ่านไม้ไผ่ที่ได้จากไม้ไผ่ตายขุยในป่าไผ่ การใช้ระบบน้ำร้อนจากชีวมวลในกระบวนการต้ม ฟอก และย้อมผ้า รวมถึงการผลิตไบโอดีเซลเพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งหมดนี้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวมประมาณ 163.3 tCO2e ต่อปี และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้กว่า 1.46 ล้านบาทต่อปี สะท้อนว่า การลดคาร์บอนเริ่มได้จากการใช้ทรัพยากรในพื้นที่อย่างเหมาะสม และวัดผลให้ชัดเจนทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและต้นทุน

ผลิตภัณฑ์จากเศรษฐกิจหมุนเวียนภายใต้แบรนด์ดอยตุง (DoiTung) คืออีกตัวอย่างของการเปลี่ยนของเหลือจากการผลิตให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าโดยนำเศษวัสดุจากงานหัตถกรรม สิ่งทอ เซรามิก กาแฟ และแมคคาเดเมียกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ทั้งในรูปแบบสินค้า ส่วนผสมในกระบวนการผลิต และพลังงานชีวมวล ขณะเดียวกันน้ำเสียจากโรงย้อมยังผ่านการบำบัดและนำกลับมาใช้ประโยชน์ แนวทางนี้ทำให้ DoiTung ได้รับการรับรองมาตรฐานและฉลากด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อมหลายรายการ ทั้งโครงการประเมินการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนขององค์กร (Circular Economy Performance Assessment System หรือ CEPAS) จากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่, มาตรฐานระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับธุรกิจ (Circular Economy Management System for Business หรือ CEMS) จากบูโร เวอริทัส, มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 จาก CCQM (Con Cert Quality Management GmbH), ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product หรือ CFP) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) สำหรับผ้าพันคอและกาแฟที่ได้รับการขึ้นทะเบียน และฉลากผลิตภัณฑ์หมุนเวียน Circular Mark จากมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สำหรับกาแฟแคปซูล เป็นต้น

คาร์บอนเครดิตต้องกลับไปสร้างประโยชน์ให้ชุมชน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พัฒนาคาร์บอนเครดิตเพื่อเปลี่ยนคุณค่าของป่าที่ชุมชนร่วมดูแลให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และเป็นแรงจูงใจในการอนุรักษ์ระยะยาว โดยพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จำนวน 57,480 ไร่ ได้ขึ้นทะเบียนภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ Thailand Voluntary Emission Reduction Program (T-VER) และสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตได้ 419,513 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) พร้อมต่อยอดองค์ความรู้สู่โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อขยายการทำงานร่วมกับป่าชุมชนทั่วประเทศ

เยาวชนคือกำลังสำคัญของการดูแลทรัพยากรในอนาคต โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จึงสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้คนรุ่นใหม่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ Science Fair นิทรรศการพลังงานและสิ่งแวดล้อม กิจกรรม “พลังงานทดแทน สร้างอนาคตคาร์บอนต่ำ” และเครือข่ายดอยตุง Young Guardians ซึ่งเป็นเครือข่ายเยาวชนในพื้นที่ที่ร่วมเรียนรู้ ลงมือทำ และสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อมในชุมชน

จากภูเขาหัวโล้นสู่พื้นที่ป่าที่ฟื้นคืน จากชุมชนที่เคยขาดโอกาสสู่ชุมชนที่มีอาชีพและมีส่วนร่วมดูแลทรัพยากร ดอยตุงจึงเป็น “ต้นแบบมีชีวิต” ที่ยืนยันว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริง เมื่อคนกับธรรมชาติเติบโตไปด้วยกันอย่างสมดุลในระยะยาว

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กับบทบาทด้านการขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ ต่อยอดทุนธรรมชาติ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตอกย้ำบทบาทองค์กรต้นแบบด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนบนฐานของคนและธรรมชาติ เนื่องในเดือนแห่งความหลากหลายทางชีวภาพสากล (International Day for Biological Diversity) โดยในปี 2569 แนวคิดระดับโลกคือ “Acting locally for global impact” “ลงมือทำในระดับท้องถิ่น สร้างผลลัพธ์ระดับโลก” สะท้อนความสำคัญของการขับเคลื่อนจากพื้นที่จริงสู่ผลลัพธ์ในวงกว้าง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่มุ่งยกระดับงานอนุรักษ์และพัฒนาชุมชน สู่การสร้าง “ทุนธรรมชาติ” หรือ Natural Capital ที่สามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ โอกาส และการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความร่วมมือจากภาคเอกชน และทิศทางนโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ หรือ ประธานสายงาน NbS มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ (Chief Nature-Based Solutions Officer) กล่าวว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ ธุรกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน ท่ามกลางวิกฤตธรรมชาติที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงนำประสบการณ์จากการทำงานในพื้นที่จริง โดยเฉพาะแนวทาง “ปลูกคน ปลูกป่า” ที่พิสูจน์ผลลัพธ์มาเกือบ 4 ทศวรรษ มาต่อยอดสู่การขับเคลื่อนด้านความหลากหลายทางชีวภาพผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1. การใช้การแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน หรือ Nature-based Solutions (NbS)
2. การร่วมขับเคลื่อนด้านความหลากหลายทางชีวภาพในระดับชาติและสากล และ 3. การขยายผลและส่งต่อองค์ความรู้สู่ภาคธุรกิจผ่านบริการที่ปรึกษา

สำหรับยุทธศาสตร์แรก คือ ใช้การแก้ปัญหาโดยธรรมชาติเป็นฐาน Nature-based Solutions (NbS) ต่อยอดผลสัมฤทธิ์จากแนวทาง “ปลูกป่า ปลูกคน” โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย มากว่า 38 ปี ในพื้นที่ 91,779 ไร่ มาพร้อมกับฐานข้อมูลสิ่งมีชีวิตที่สำคัญของประเทศ โดยพบพันธุ์ไม้ถึง 1,459 ชนิด ซึ่งรวมถึงการค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลกถึง 12 ชนิด อาทิ นครินทรา เทียนดอยตุง และม่วงพายัพ นอกจากนี้ยังพบสัตว์ป่า 1,177 ชนิด โดยมี 8 ชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างเลียงผาและเต่าปูลู สะท้อนว่าแนวทางการดำเนินงานของมูลนิธิที่ดูแลคนและธรรมชาติไปด้วยกัน สามารถนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่ให้ประโยชน์แก่ทุกสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะชุมชน และทำให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น เริ่มส่งผลกระทบต่องานพัฒนา ทั้งต่อการเพาะปลูกและผลผลิตของชุมชน ระบบนิเวศ และความเสี่ยงจากภัยพิบัติ มูลนิธิฯ จึงเริ่มศึกษาและขับเคลื่อนการจัดการความเสี่ยงทางธรรมชาติ หรือ Nature-related Risks เพื่อเตรียมรับมือกับผลกระทบในระยะยาว

ด้านยุทธศาสตร์ที่ 2 การขับเคลื่อนด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติและสากล
นายธานิษฏ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า มูลนิธิ มุ่งมั่นขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ หรือ National Biodiversity Strategy and Action Plan (NBSAP) ผ่านความร่วมมือและการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ Office of Natural Resources and Environmental Policy and Planning (ONEP) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ Biodiversity-Based Economy Development Office (Public Organization) (BEDO) และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ หรือ National University of Singapore (NUS) เพื่อทำให้โครงการพัฒนาต่าง ๆ ของมูลนิธิฯ สามารถเป็นแบบอย่างด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

พร้อมกันนี้ยังอยู่ระหว่างการผลักดันดอยตุงสู่การเป็นพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์ หรือ Other Effective Area-based Conservation Measures (OECM) ภายใต้เป้าหมาย 30×30 หรือเป้าหมายการอนุรักษ์พื้นที่บกและทะเลอย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573
ขณะเดียวกันยังร่วมกับ BEDO ศึกษากลไกเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Credit) ภายใต้มาตรฐาน Terrasos จากประเทศโคลอมเบีย
นอกจากนี้เตรียมนำเสนอโมเดลการทำงานร่วมกับชุมชนในการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 17 หรือ the 17th meeting of the Conference of the Parties to the Convention on Biological Diversity (CBD COP17) ณ กรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย ในปลายปีนี้ เพื่อแสดงศักยภาพของไทยในการเป็นต้นแบบระดับภูมิภาค

ทั้งนี้มูลนิธิ ยังขยายพื้นที่ศึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพนอกพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จังหวัดเชียงราย ไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย อาทิ
• จัดทำฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพและการประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ ในป่าชายเลนเป้าหมาย จังหวัดตรัง พื้นที่ 10,832 ไร่ ระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี (ธันวาคม 2568 – พฤศจิกายน 2570) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศป่าชายเลน ประกอบด้วย มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ สำนักงาน กปร. และบริษัท ปตท.สำรวจ และ ผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
• ศึกษาความเป็นไปได้ในการขึ้นทะเบียนป่าชุมชน 11 แห่ง ภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์ (OECM) ผ่านการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 1.5 ล้านบาทจาก High Ambition Coalition for Nature and People (HAC) ซึ่งจะช่วยยกระดับบทบาทของชุมชนในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 3 คือการขยายผล และส่งต่อองค์ความรู้สู่ภาคธุรกิจผ่านบริการที่ปรึกษา โดยมูลนิธิฯ ได้ก้าวสู่การเป็นที่ปรึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ Biodiversity Advisory Service ให้กับภาคธุรกิจที่ต้องการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ดำเนินธุรกิจ เช่น โครงการ Rewilding ในพื้นที่ชลบุรี การพัฒนาระบบน้ำในพื้นที่เชียงดาว เป็นต้น โดยเน้นการวัดผลที่จับต้องได้
อย่างไรก็ตาม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เชื่อมั่นว่าการผนวกวิทยาศาสตร์เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มูลนิธิฯ
สั่งสมมาตลอด 38 ปี จะเป็น “ทางรอด” ที่สำคัญของเศรษฐกิจและโลกใบนี้ การขับเคลื่อนงานในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการแสดงผลสำเร็จจากอดีต แต่คือการสร้างระบบนิเวศแห่งอนาคตที่คน ป่า และธุรกิจเติบโตไปพร้อมกันอย่างสมดุลและยั่งยืน

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมเวที Nature Lunch at Davos 2026 สะท้อนบทบาทธรรมชาติเป็นฐานเศรษฐกิจยั่งยืนบนเวทีโลก

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้รับเกียรติเข้าร่วมงาน เนเชอร์ลันช์ แอท ดาวอส 2026:
แวร์ เนเชอร์ มีตส์ ลีดเดอร์ชิป (Nature Lunch at Davos 2026: Where Nature Meets Leadership) ณ โรงแรมชัทซัลพ์ (Hotel Schatzalp) เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนระหว่างผู้นำทางความคิดจากหลากหลายภาคส่วนที่จัดขึ้นคู่ขนานกับการประชุม เวิลด์อีโคโนมิกฟอรัม (World Economic Forum: WEF) แอนนวลมีตติง 2026 (Annual Meeting 2026) การประชุมระดับโลกที่รวบรวมผู้นำจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคสังคมจากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและร่วมกำหนดทิศทางนโยบายและเศรษฐกิจโลกในประเด็นที่ส่งผลต่ออนาคตของโลก

ทั้งนี้ เนเชอร์ลันช์ (Nature Lunch) ที่ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้เข้าร่วมประชุมเป็นเวทีระดับสูงในวงจำกัดที่รวบรวมผู้มีบทบาทตัดสินใจจากภาคธุรกิจ การเงิน นักลงทุน นักวิทยาศาสตร์ และภาคสังคม เพื่อเร่งการขับเคลื่อนธุรกิจ การเงิน และนโยบายที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อธรรมชาติ (เนเชอร์โพซิทีฟ หรือ nature positive) ในปี 2569 งานดังกล่าวจัดร่วมโดย ยูโรเปียนไบโอดิเวอร์ซิตีโคอะลิชัน (European Biodiversity Coalition), อินโนเวตฟอร์เนเชอร์ (Innovate 4 Nature), ไบโอดิเวอร์ซิตีบริดจ์ (Biodiversity Bridge) และ เนเชอร์เวลท์ฟาวน์เดชัน (Nature Wealth Foundation) ซึ่งเป็นเครือข่ายและองค์กรระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงความหลากหลายทางชีวภาพกับนโยบาย การเงิน และนวัตกรรม โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 120 คน จากองค์กรชั้นนำ อาทิ ดอยช์แบงก์ (Deutsche Bank), เคพีเอ็มจี (KPMG), พีดับเบิลยูซี (PwC), สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (Standard Chartered), อิเกีย (IKEA), โฮลซิม (Holcim), กูดคาร์บอน (Good Carbon) และ แอ็กต์ฟอร์เนเชอร์ (Act for Nature) เป็นต้น เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงกลยุทธ์และสร้างความร่วมมือเชิงปฏิบัติ ภายใต้บริบทที่ร้อยละ 55 ของจีดีพีโลก (Global GDP) พึ่งพาธรรมชาติ ขณะที่ระบบนิเวศกำลังเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ภายในงานยังมีการเสวนาหัวข้อ “เดอะ เนเชอร์ อิมเพอเรทีฟ – วอต บิซิเนส มัสต์ ดู นาว” (“The Nature Imperative – What Business Must Do Now”) โดย โยฮัน ร็อกสตรอม (Johan Rockström) นักวิทยาศาสตร์ผู้ริเริ่มแนวคิด แพลเนแทรีบาวน์ดารีส์ (Planetary Boundaries) เกี่ยวกับขีดจำกัดของระบบโลกที่มนุษย์ไม่ควรก้าวล้ำ การมอบรางวัล อินโนเวตฟอร์เนเชอร์อวอร์ด (Innovate 4 Nature Award) และกิจกรรมสร้างเครือข่าย เพื่อผลักดันแนวทาง เนเชอร์โพซิทีฟโซลูชันส์ (nature positive solutions) สู่การดำเนินการจริง ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างงานได้ถึง 395 ล้านตำแหน่ง และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 พร้อมยกระดับบทบาทของธรรมชาติจาก “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” สู่ “ทุนสำคัญของเศรษฐกิจโลก”

ในโอกาสนี้ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานของ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ซึ่งเป็นตัวอย่างการพัฒนาที่อาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (เนเชอร์เบสด์ดีเวลอปเมนต์ หรือ nature based development) ในพื้นที่จริงอย่างต่อเนื่องร่วม 4 ทศวรรษ ตั้งแต่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ที่ได้มุ่งเน้นการพัฒนาคนควบคู่กับการฟื้นฟูระบบนิเวศ การพัฒนาฐานข้อมูลพื้นฐานความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงการพัฒนาโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตจากป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันโครงการดังกล่าวได้ขยายผลจากพื้นที่ดอยตุงสู่ 12 จังหวัดทั่วประเทศ และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนกว่า 160,000 คน แนวทางดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานในฐานะกรณีศึกษาที่สามารถเชื่อมโยงการอนุรักษ์ธรรมชาติกับเศรษฐกิจและการพัฒนาชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงจาก พรินเซส ดร. ออกุสเต แห่งบาวาเรีย (Princess Dr. Auguste of Bavaria) นักสัตววิทยา (zoologist) และนักวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรม (behavioral scientist) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในระดับนานาชาติ

การเข้าร่วม เนเชอร์ลันช์ แอท ดาวอส 2026 (Nature Lunch at Davos 2026) ในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในฐานะองค์กรจากภูมิภาคเอเชียที่สามารถนำบทเรียนการพัฒนาพื้นที่จริงไปเชื่อมโยงกับเวทีนโยบายและเศรษฐกิจโลก พร้อมตอกย้ำความสำคัญของเวที เวิลด์อีโคโนมิกฟอรัม (World Economic Forum) ในการทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางที่เชื่อมโยงผู้นำจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจโลกที่เคารพขีดจำกัดของธรรมชาติและมุ่งสู่ความยั่งยืนในระยะยาว

 

รายงาน การเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ (TNFD) ปีงบประมาณ 2567

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เดินหน้าขับเคลื่อน “ความหลากหลายทางชีวภาพ” เปิดพื้นที่ดอยตุงและป่าชุมชน เป็นฐานข้อมูลสู่งานวิจัยระดับชาติและระดับโลก สู้วิกฤต Climate Change

ในวันที่โลกเผชิญความรุนแรงขั้นวิกฤตของภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) จนระบบนิเวศเสี่ยงฟื้นตัวไม่ทัน วิกฤตนี้ย้ำว่า “การดูแลป่าเพียงอย่างเดียวไม่พอ” โลกจึงหันมาให้ความสำคัญกับ “ความหลากหลายทางชีวภาพ” (Biodiversity) ในฐานะรากฐานของน้ำ อาหาร และสุขภาวะของผู้คน

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เริ่มศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพไม่ได้เกิดจากตำรา แต่เกิดจากประสบการณ์จริงเกือบสี่ทศวรรษในพื้นที่ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย จากดอยหัวโล้นเสื่อมโทรม มูลนิธิฯ ทำงานร่วมกับชุมชนตามแนวคิด “ปลูกป่า ปลูกคน” ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จนพื้นที่ป่าฟื้นตัวกว่าร้อยละ 90 และสิ่งที่เติบโตเคียงคู่กับผืนป่าคือ “ชีวิต” ที่กลับคืนมา ตั้งแต่สัตว์หายากไปจนถึงสิ่งมีชีวิตที่อาจยังไม่เคยมีการบันทึกมาก่อน และสานต่อการค้นคว้าวิจัยเพื่อปรับพื้นที่ป่าให้มีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ และถูกต้องมาอย่างต่อเนื่อง โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จึงไม่ได้เป็นเพียงต้นแบบการพัฒนาชุมชนเท่านั้น หากยังเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าเชิงนิเวศในระดับประเทศและภูมิภาค จนในวันนี้ ที่มูลนิธิ ขยายพื้นที่การเก็บข้อมูลไปยังพื้นที่ในโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในป่าชุมชนทั่วประเทศ ทั้งแบบป่าบก และป่าชายเลน

ในปี 2568 ที่ผ่านมา จึงเป็นปีแห่งการขับเคลื่อนบทใหม่ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในบทบาทองค์กรที่ทำงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ

เริ่มจากการเข้าร่วมเป็นภาคปฏิบัติของแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ (National Biodiversity Strategy and Action Plan – NBSAP 2566–2570) ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ เพื่อบูรณาการบทเรียนจากพื้นที่จริงเข้าสู่การวางนโยบาย ทั้งในด้านการเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ การบริหารฐานข้อมูล การพัฒนาเครื่องมือทางการเงินด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และการสร้างความตระหนักรู้แก่เยาวชน รวมถึงการต่อยอดสู่พื้นที่อนุรักษ์อื่นและโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในป่าชุมชนทั่วประเทศ

อีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญในปีเดียวกันคือการทำงานร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เพื่อสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพของป่าชายเลนในจังหวัดตรัง พื้นที่ที่ทางมูลนิธิฯ ร่วมดูแลอยู่กับชุมชนในพื้นที่ และภาคเอกชนซึ่งเป็นระบบนิเวศที่มีบทบาทสำคัญต่อยุทธศาสตร์คาร์บอนสีน้ำเงิน (Blue Carbon) ของโลก การสร้างฐานข้อมูลที่เป็นมาตรฐานระดับประเทศจึงเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนบทบาทของมูลนิธิฯ ในฐานะผู้ทำงานภาคสนามที่เชื่อมโยงนักวิชาการ หน่วยงานรัฐ และชุมชนเข้าด้วยกัน

และล่าสุดคือความร่วมมือระดับนานาชาติ ระหว่างมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore – NUS) ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันชั้นนำของโลกด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศเขตร้อน ความสนใจของ NUS ที่เลือก โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เป็นพื้นที่ศึกษาวิจัยไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญ แต่เพราะพื้นที่แห่งนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นตัวอย่างการฟื้นฟูป่าที่โดดเด่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่เกิดจากการทำงานร่วมกับชุมชนตลอด 36 ปี คือเหตุผลที่ทำให้ NUS นำเทคโนโลยีวิจัยล้ำสมัยเข้ามาสำรวจอย่างเต็มรูปแบบ

ความร่วมมือนี้นำไปสู่การสำรวจภายใต้ชื่อโปรแกรม “ไบโอบลิทซ์” (BioBlitz) ครั้งแรกในพื้นที่ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เมื่อเดือนตุลาคม 2568 โดยใช้เทคโนโลยีบันทึกเสียงชีวภาพตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง (Bioacoustics) ผสานกับการวิเคราะห์ด้วยการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ที่สามารถจำแนกเสียงนกและค้างคาวได้มากกว่า 30 ชนิด รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อม (Environmental DNA – eDNA) เพื่อตรวจหาร่องรอยพันธุกรรมของสัตว์หายากที่ไม่ปรากฏให้เห็นด้วยตา ข้อมูลทั้งหมดสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ฟื้นฟู และเป็นหลักฐานสำคัญของการอนุรักษ์ที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน ซึ่งหาได้ไม่มากในภูมิภาคนี้

โดยการสำรวจในครั้งนี้ได้เผยให้เห็นข้อมูลเชิงลึกใหม่ ๆ ว่าความสัมพันธ์ระหว่าง “คนกับป่า” สามารถหล่อเลี้ยงระบบนิเวศให้อุดมสมบูรณ์ได้อย่างไร ผลการสำรวจไม่เพียงบันทึกความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่าการดูแลรักษาป่าของชุมชนมีส่วนสำคัญโดยตรงต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

ทีมนักวิจัยค้นพบปูน้ำจืดหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งบางชนิดอาจยังไม่เคยถูกบันทึกทางวิทยาศาสตร์มาก่อน โดยแต่ละชนิดพบในลำธารที่แตกต่างกัน แสดงให้เห็นว่าทุกลำน้ำต่างมีระบบนิเวศเฉพาะของตนเอง นอกจากนี้ ยังพบร่องรอยของนาก ซึ่งเป็นสัญญาณของแหล่งน้ำสะอาดและอุดมสมบูรณ์ รวมถึงนกนานาชนิดที่บินอยู่ท่ามกลางผู้คนอย่างไม่หวาดกลัว สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันยาวนานและความไว้วางใจระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ อีกหนึ่งสิ่งที่น่าชื่นใจคือการพบลูกนก “ชะมดแสมขาว” (White-rumped Shama) ซึ่งเป็นนกเสียงไพเราะที่ใกล้สูญพันธุ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การพบลูกนกแสดงให้เห็นว่าพื้นที่แห่งนี้ยังคงเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ที่ปลอดภัยและอุดมสมบูรณ์

ขณะเดียวกันบทบาทของชุมชนท้องถิ่นถือว่าสำคัญกับการสำรวจในครั้งนี้ ด้วยความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับพื้นที่และพฤติกรรมของสัตว์ป่าจึงช่วยให้นักวิจัยเข้าใจระบบนิเวศได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะการจำแนกพันธุ์สัตว์น้ำและการติดตามร่องรอยต่างๆ อีกทั้งชาวบ้านยังได้ถ่ายทอดเทคนิคการจับปลาและปูแบบดั้งเดิมที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งไม่เพียงช่วยเสริมองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังสะท้อนถึงความกลมกลืนระหว่างผู้คนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นจิตวิญญาณของ “ดอยตุง” อย่างแท้จริง

แม้ผลการสำรวจครั้งแรกจะสะท้อนภาพความอุดมสมบูรณ์อย่างชัดเจน แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระยะยาว มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) จะเดินหน้าต่อยอดเพื่อผลักดันบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลกด้านการศึกษาระบบนิเวศภูเขาเขตร้อน

ปี 2568 จึงเป็นปีที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ก้าวข้ามจากบทบาทผู้ฟื้นฟูพื้นที่ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ มาสู่การเป็น “ผู้ร่วมขับเคลื่อนด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติ” บทบาทที่ตั้งอยู่บนความเชื่อว่าการอนุรักษ์จะเกิดผลได้ก็ต่อเมื่อเกิดความร่วมมือจากหลายภาคส่วน และการทำงานร่วมกับชุมชนคนด่านหน้าเพราะความหลากหลายทางชีวภาพคือทุนทางธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์ทุกวัน และการดูแลทุนนี้คือหน้าที่ร่วมกันของทุกคน เพื่อกำหนดอนาคตของโลกที่เราจะส่งต่อให้คนรุ่นหลัง

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดพื้นที่โชว์เคสความยั่งยืน ปลุกแรงบันดาลใจคนเมืองยุคใหม่ @NEXTOPIA สยามพารากอน

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำโดย หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมกับ สยามพารากอน และสยามพิวรรธน์ เปิดพื้นที่สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่สุดแห่งประสบการณ์ความยั่งยืน ณ “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ป๊อปอัพ” ชั้น 5A โซน NEXTOPIA สยามพารากอน เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคตใจกลางกรุงเทพฯ ถ่ายทอดเรื่องราว และองค์ความรู้ด้านความยั่งยืนผ่าน 3 โซนภายในพื้นที่

โซนที่ 1 นิทรรศการ “เส้นทางแม่ฟ้าหลวง” ที่ถ่ายทอดการเดินทางกว่า 37 ปีของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย จากวันที่ดอยตุงเผชิญปัญหาป่าเสื่อมโทรมและความยากลำบากของผู้คน สู่การพลิกฟื้นภูเขาหัวโล้นให้กลายเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม จนได้รับการยอมรับเป็นต้นแบบความยั่งยืนของไทยและระดับโลกภายในนิทรรศการ ผู้ชมจะได้เห็นภาพการเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจน ตั้งแต่ปัญหาเดิมของพื้นที่ ไปจนถึงผลลัพธ์จากแนวคิด “ปลูกป่า ปลูกคน” ที่ไม่ได้สร้างเพียงพื้นที่สีเขียว แต่ทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพกลับคืน ทั้งพันธุ์ไม้และสัตว์ป่า สะท้อนระบบนิเวศที่สมดุลควบคู่กับสังคมที่เข้มแข็ง

นิทรรศการยังเชื่อมโยงแนวคิดความยั่งยืนให้คนเมืองเข้าถึงผ่านผลิตภัณฑ์แบรนด์ธุรกิจเพื่อสังคม “ดอยตุง” ชวนให้เห็นว่า การตัดสินใจในชีวิตประจำวันสามารถร่วมดูแลป่าและชุมชนได้จริง และเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการพัฒนาที่จับต้องได้ ต่อเนื่องถึงภารกิจใหม่ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่ขยายผลจากดอยตุงสู่ป่าชุมชนทั่วประเทศ ผ่าน “โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” สนับสนุนให้ชุมชนร่วมดูแลป่า สร้างคาร์บอนเครดิตให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม เกิดรายได้หมุนเวียนเพื่อดูแลป่า ลดไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM 2.5 พร้อมตอกย้ำบทบาทมูลนิธิฯ ในฐานะผู้นำและที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนที่ทำงานครบทุกมิติ ทั้งคน ชุมชน ธรรมชาติ และเศรษฐกิจ ทั้งหมดยังคงยึดการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยยึดคนเป็นศูนย์กลาง และทุกโครงการได้สร้าง total well-being ให้เกิดขึ้นในไทยโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังจนเป็นที่ประจักษ์ และยอมรับทั่วโลก

โซนที่ 2 ดอยตุง ป๊อปอัพ สโตร์ ที่ขนผลิตภัณฑ์ที่ผลิตอย่างยั่งยืนมาให้ได้เลือกชิมเลือกช็อปไม่ว่าจะเป็นกาแฟที่ปลูกใต้ร่มไม้ที่ยกมาทั้งคาเฟ่ แมคคาเดเมียและผลิตภัณฑ์แปรรูป ต้นไม้หลากหลายพันธุ์ สินค้าหัตถกรรมผ้าทอมือที่ต่อยอดเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า และของใช้ในบ้านร่วมสมัย ตลอดจนเครื่องปั้นดินเผา ที่มาพร้อมเรื่องเล่าจากกระบวนการผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม อาทิ การใช้สีจากธรรมชาติ และการนำเส้นใยรีไซเคิลจากขวดพลาสติกมาทอเป็นพรม

โซนที่ 3 กิจกรรมรักษ์โลกจากค่ายเด็กใฝ่ดี เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วม โดยเฉพาะเยาวชนและคนรุ่นใหม่ที่ต้องเติบโตท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้เรียนรู้การปรับตัวและมองหาวิธีมีส่วนร่วมดูแลโลกผ่านกิจกรรมเวิร์กช็อปอย่างสร้างสรรค์

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยเซเลบริตีและแขกผู้มีเกียรติที่ตั้งใจมาดูงานพัฒนาของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ อย่างคึกคัก อาทิ เปาโล ดีโอนีซี เอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย, ม.ล.อรดิศ (ดิศกุล) สนิทวงศ์,
แพรี่พาย-อมตา จิตตะเสนีย์, ชัชชฎา ก้องธรนินทร์, คุณาคม พลพาณิชย์, จิราภรณ์ อังคเศกวิไล, ยุวรินทร์ อัครวกิติโรจน์ และ สต๊อบ-พีรพัฒน์ ภาคนาที เป็นต้น

โดยหนึ่งในนั้น น้อยหน่า เพ็ญสุภา คชเสนี บอกว่าเป็น “แฟนพันธุ์แท้” ของมูลนิธิฯ มายาวนาน “ติดตามงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มาตลอด รู้สึกเสมอว่านี่คือองค์กรที่ทำงานหน้างานจริง อยู่กับชุมชนจริง และไม่เคยทิ้งพื้นที่พัฒนา พอได้มาเห็นนิทรรศการที่เล่าเส้นทางจากดอยตุง มาถึงงานด้านคาร์บอนเครดิตและป่าชุมชน รู้สึกทั้งตื่นเต้นและภูมิใจในฐานะคนไทย ที่ได้เห็นว่างานปลูกป่า ปลูกคน ตลอดหลายสิบปี ถูกยอมรับบนเวทีความยั่งยืนทั้งในประเทศและระดับโลก”

อีกมุมหนึ่งของงาน มิ้น ณิชชา บุณยากร เซเลบริตีรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสนใจประเด็นคุณภาพชีวิตคนเมือง มองว่าพื้นที่นี้ช่วยให้คำว่าความยั่งยืนเข้าใจง่ายและใกล้ตัวมากขึ้น “ทุกวันนี้วิกฤตสภาพอากาศโลกไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือเป็นเรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง เราเห็นจากฝุ่น PM 2.5 ที่เข้ามาถึงห้องนอน ต้องเช็กค่าฝุ่นก่อนออกจากบ้าน มันชัดมากว่าความยั่งยืนเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกัน ไม่ว่าจะอยู่บนดอยหรืออยู่ในเมือง สำหรับมิ้น การเริ่มจากสิ่งเล็กๆ อย่างแยกขยะ ลดของใช้ครั้งเดียวทิ้ง พกแก้วน้ำของตัวเอง หรือเลือกใช้ของที่ใช้ได้นานขึ้น ล้วนเป็นก้าวสำคัญในการช่วยดูแลโลกใบนี้”

ด้าน กบ ฐิติพงษ์ ล้อประเสริฐ อีกหนึ่งแขกคนสำคัญที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนรักงานคราฟต์และของทำมือจากชุมชน เล่าว่า ปกติก็อุดหนุนสินค้าของคนไทยอยู่แล้ว แต่การได้มาทำความรู้จักเบื้องหลังของดอยตุงใกล้ๆ ทำให้มองลึกลงไปมากกว่าแค่ดีไซน์ “เราเพิ่งได้รู้ว่ากาแฟดอยตุงปลูกแบบช่วยรักษาป่า พรมหลายผืนมาจากเส้นใยรีไซเคิลขวดพลาสติก เสื้อผ้าหลายคอลเลกชันใช้สีย้อมธรรมชาติ และออกแบบให้เหลือเศษผ้าน้อยที่สุด พอเข้าใจที่มาที่ไป ก็ยิ่งรู้สึกว่าการอุดหนุนหนึ่งครั้งของเรา ไม่ได้แค่ได้ของสวยๆ กลับบ้าน แต่ได้ช่วยทั้งป่า ชุมชน และโลกใบนี้ไปพร้อมกันด้วย”

พบกับ “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ป๊อปอัพ” ได้ที่ โซน NEXTOPIA ชั้น 5A สยามพารากอน ตั้งแต่วันนี้ถึง กุมภาพันธ์ 2569 ติดตามข้อมูลได้ทางเฟซบุ๊กเพจ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และเพจ DoiTungClub

ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ

ม.ล.อรดิศ (ดิศกุล) สนิทวงศ์ และ เปาโล ดีโอนีซี เอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย

This image has an empty alt attribute; its file name is 4_2-688x1024.jpg

แพรี่พาย-อมตา จิตตะเสนีย์

น้อยหน่า เพ็ญสุภา คชเสนี

มิ้น ณิชชา บุณยากร

กบ ฐิติพงษ์ ล้อประเสริฐ

หฤษฏ์ ลักษณะโยธิน เกิดทิพย์

เซเลบริตี้สนใจการโชว์ทอผ้าจากแม่ๆ ที่บินตรงมาจากดอยตุง

ชัชชฎา ก้องธรนินทร์ ชมดอกไม้จากทีมเกษตรดอยตุง

ยุวรินทร์ อัครวกิติโรจน์ และ สต๊อบ-พีรพัฒน์ ภาคนาที

จิราภรณ์ อังคเศกวิไล

คุณาคม พลพาณิชย์  ชัชชฎา ก้องธรนินทร์ และ กบ ฐฺิติพงษ์ ล้อประเสริฐ

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เดินหน้าในบทบาทผู้นำขับเคลื่อน “คาร์บอนเครดิตป่าชุมชน” โชว์เคส “บ้านหัวทุ่ง” โมเดลต้นแบบคาร์บอนเครดิตจากป่าสงวนชีวมณฑล ดอยเชียงดาว ที่สะท้อนเรื่อง ป่าฟื้น คนยั่งยืน

หลังจากที่ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ส่งมอบคาร์บอนเครดิตระยะที่ 1 จำนวน 43,123 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งถือเป็นปริมาณคาร์บอนเครดิตจากโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าที่มากที่สุดเท่าที่เคยมีการส่งมอบในประเทศไทย จากโครงการ “คุณดูแลป่า เราดูแลคุณ: การจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2564 ครอบคลุม 12 โครงการใน 4 จังหวัดภาคเหนือ ให้แก่ 7 องค์กรเอกชน ในงาน MFLF Sustainability Forum 2025 “วิกฤตโลก ทางออกไทย” ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ล่าสุด มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จัดกิจกรรมเยี่ยมชมและดูงาน “โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ควบคู่การรับฟังประสบการณ์การดูแลป่าจากตัวแทนเครือข่ายป่าชุมชนในภาคเหนือ เพื่อสะท้อนผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม จากการดูแลป่าแบบมีส่วนร่วม โดยนำเสนอภาพรวมตลอดกว่า 5 ปีที่โครงการฯ ขยายการดูแลป่าชุมชนกว่า 300 แห่ง ครอบคลุมเนื้อที่ป่าชุมชนกว่า 287,000 ไร่ ลดพื้นที่เสียหายจากไฟป่าในพื้นที่รุ่นแรกลงได้มากกว่า 20% และส่งมอบงบประมาณเข้า “กองทุนชุมชน” สะสมกว่า 157 ล้านบาท พร้อมโชว์เคสกรณีศึกษา “บ้านหัวทุ่ง” อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ แหล่งกำเนิด “น้ำออกฮู” ในเขตสงวนชีวมณฑลดอยเชียง  ดาว ตัวอย่างชุมชนที่มี ผู้นำสตรี ขับเคลื่อนให้การดูแลป่ากลายเป็นอาชีพสุจริต โปร่งใส ตรวจวัด ทวนสอบได้สร้าง  คุณค่าร่วมให้รัฐ เอกชน ชุมชน และหนุนเป้าหมาย Net Zero และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศอย่างยั่งยืน ณ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์ Head of Nature-based Solutions and Special Projects มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวถึงภาพรวมโครงการ “จัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พัฒนาโมเดลคาร์บอนเครดิตที่มีชุมชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อตอบโจทย์การอนุรักษ์ป่าและความเป็นอยู่ของคนไปพร้อมกัน โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2564 ภายใต้มาตรฐาน T‑VER ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โครงการเริ่มจากโมเดล “ปลูกป่า ปลูกคน” ณ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ที่ประสบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาโลก จนขยายผลสู่ป่าชุมชนทั่วประเทศ ปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่กว่า 287,000 ไร่ ดูแลโดยชุมชนมากกว่า 300 ชุมชนใน 12 จังหวัด ในภาคเหนือ อีสาน กลาง และใต้ มีผู้เข้าร่วมกว่า 150,000 คน และได้รับแรงสนับสนุนจากภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจมากกว่า 30 องค์กร ตัวชี้วัดเชิงพื้นที่ยืนยันผลลัพธ์จริงพื้นที่เสียหายจากไฟป่าของพื้นที่โครงการระยะที่ 1–2 ลดจากค่าเฉลี่ย 12% เหลือ 4% (พ.ศ. 2567) ส่วนระยะที่ 3 ลดจาก 8% เหลือ 3% สะท้อนประสิทธิภาพการดูแลป่าอย่างต่อเนื่องทั้ง   ฤดูไฟและนอกฤดูไฟ

หัวใจของโครงการคือ “ชุมชนเป็นเจ้าของกติกา ข้อมูล ผลประโยชน์” เงินสนับสนุนที่มาจากภาคีและผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตถูกออกแบบให้ไปสู่หมู่บ้านผ่านสองกองทุน ได้แก่ กองทุนดูแลป่าเพื่อใช้ในกิจกรรมอนุรักษ์ฟื้นฟูป่า และป้องกันและบรรเทาไฟป่าเช่น ทำแนวกันไฟ ลาดตระเวน สร้างฝายชะลอน้ำ ปลูก‑ฟื้นฟูป่า และกองทุนพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อเสริมรายได้ฐานรากและลดแรงกดดันต่อทรัพยากร เงินสองกองทุนหมุนเวียนแล้วกว่า 157 ล้านบาท โดยชุมชนวางแผน เสนอโครงการ และติดตามและรายงานผลกันเอง มูลนิธิฯ ทำหน้าที่พี่เลี้ยงด้านมาตรฐาน การติดตาม‑ตรวจวัด (Measurement, Reporting and Verification: MRV) และธรรมาภิบาล ทำให้การดูแลป่ากลายเป็นอาชีพสุจริตที่ยกคุณภาพชีวิตคนและต่ออายุป่า

อย่างไรก็ตามเพื่อให้คาร์บอนเครดิตมีคุณภาพและตรวจสอบได้ โครงการใช้แปลงตัวอย่างภาคสนามตามมาตรฐาน T‑VER ผนวกกับผลแปลภาพถ่ายประเภทป่าและความหนาแน่นชั้นเรือนยอด เปรียบเทียบข้อมูล ขณะเริ่มโครงการ กับ “หลังเข้าโครงการ” เพื่อประเมินการกักเก็บและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในป่าชุมชน ซึ่งทำให้ข้อมูลโปร่งใส ทวนสอบได้ และต่อยอดสู่การขอรับรองคาร์บอนเครดิตในอนาคต โดยรักษาหลักการผู้ทำจริงได้ประโยชน์จริง

ตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจนอีก 1 ชุมชน คือ “ชุมชนบ้านหัวทุ่ง” อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งชุมชนเองได้พิสูจน์ความสำเร็จของการพัฒนาที่ยั่งยืนในฐานะชุมชนต้นแบบในพื้นที่สงวนชีวมณฑลดอยเชียงดาว และแหล่งกำเนิด “น้ำออกฮู” สายน้ำย่อยของแม่น้ำปิง ชุมชนแห่งนี้เข้าร่วมโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ตั้งแต่ปี 2565 โดยดูแลป่าชุมชน 883.93 ไร่ จนเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจชุมชน

ความสำเร็จนี้อยู่ภายใต้การนำของ “แม่หลวงศิริวรรณ ศรีเงิน” ผู้นำชุมชนสตรีที่รวบรวมพลังคนทุกวัย สร้างโครงสร้างบทบาทและธรรมาภิบาลที่ชัดเจนในชุมชน ทั้งการตั้งกติกาการใช้ประโยชน์ป่า จัดเวรยามลาดตระเวน ทำแนวกันไฟ และเก็บข้อมูลแปลงตัวอย่างร่วมกับทีมเทคนิค ทำให้ป่าฟื้นตัวต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงไฟป่าอย่างมีนัยสำคัญ และยกระดับความมั่นคงของระบบนิเวศต้นน้ำ ซึ่งคนทั้งลุ่มน้ำปิงได้รับประโยชน์ร่วมกัน

จุดเด่นของบ้านหัวทุ่งคือ รายได้ไม่ได้มาจากการบุกรุกป่า หากแต่มาจาก “การดูแลป่า” และ “การต่อยอดภูมิปัญญา” เงินสนับสนุนจากกองทุนในโครงการฯ ถูกนำมาทำเพาะให้เกิดการจ้างงานดูแลป่า และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนที่สร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรอย่างน่าทึ่ง อาทิ การนำเศษไม้ไผ่เหลือใช้จากงานจักสาน มาเผาเป็นถ่าน และพัฒนาต่อเป็นก้อนดับกลิ่น ที่ดันทรงรองเท้า สบู่ และยาสีฟัน สร้างรายได้เสริมแก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาสในชุมชน

ยิ่งไปกว่านั้น ความสำเร็จนี้ยังได้ขยายผลสู่ชุมชนข้างเคียงอีก 5 หมู่บ้าน เกิดการถ่ายทอดทักษะอาชีพหลากหลาย ทั้งการเพาะเห็ด เลี้ยงผึ้ง อาหารพื้นถิ่น และงานจักสาน ทำให้คนรุ่นใหม่เห็นเส้นทางอาชีพในบ้านเกิดโดยไม่ต้องเบียดเบียนป่า และเกิดความภาคภูมิใจร่วมกันในฐานะ “ผู้พิทักษ์ต้นน้ำ”

ในมุมสิ่งแวดล้อม ผลลัพธ์ของบ้านหัวทุ่งและเครือข่ายชี้ชัดว่าการป้องกันเชิงรุกทำให้ไฟป่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงลดความเสี่ยง PM2.5 จากไฟป่าและการสูญเสียคาร์บอนกักเก็บ ป่าที่ฟื้นตัวช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและบริการระบบนิเวศสำคัญ เช่น การซึมซับน้ำฝน การลดการพังทลายของดิน และการรักษาต้นทุนคุณภาพน้ำของประเทศ เมื่อป่าต้นน้ำแข็งแรง เศรษฐกิจฐานทรัพยากรที่พึ่งพาน้ำก็มั่นคงขึ้น ทั้งต่อเกษตรกร ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และเมืองปลายน้ำที่ต้องการน้ำประปาคุณภาพ ซึ่งคือประโยชน์สาธารณะของคนทั้งประเทศไม่ใช่เฉพาะผู้ซื้อคาร์บอนเครดิต

ในมุมเศรษฐกิจของชุมชนคาร์บอนเครดิตทำหน้าที่เป็น “แรงจูงใจที่ยุติธรรม” มากกว่าจะเป็นเพียงเครื่องมือชดเชยร่องรอยคาร์บอนของธุรกิจ ราคาซื้อขายในตลาดสมัครใจภายในประเทศขึ้นอยู่กับปีวินเทจ (Vintage Year เป็นศัพท์เฉพาะในวงการคาร์บอนเครดิต = ปีที่คาร์บอนเครดิตถูกสร้างจากการลดก๊าซเรือนกระจกจริงและเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กำหนด “ราคาซื้อขายคาร์บอนเครดิต” ในตลาดสมัครใจ) คุณภาพข้อมูล และคู่สัญญา แต่โดยภาพรวมยังอยู่ใน “หลักพันบาทต่อหนึ่งตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า” ตัวอย่างราคาอ้างอิงสาธารณะอยู่ราว 2,000 บาท/ตัน CO₂e เมื่อขายได้ เงินส่วนชุมชนจะกลับเข้าสู่สองกองทุนเพื่อจ้างงานดูแลป่าและต่อยอดอาชีพต่อเนื่อง เกิดวัฏจักร “เงิน‑งาน‑ป่า” ที่หมุนเวียนในพื้นที่และทำให้การอนุรักษ์คงอยู่ได้ด้วยตัวเองระยะยาว

โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนแสดงให้เห็นภาพใหญ่ที่สังคมไทยกำลังมองหารูปธรรมของคาร์บอนเครดิตที่ยึดโยงกับชีวิตคนในชุมชน ปกป้องต้นน้ำ สร้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และส่งมอบอากาศและน้ำที่ดีให้คนทั้งประเทศ “บ้านหัวทุ่ง” จึงมิใช่เพียงตัวอย่างความสำเร็จของป่าชุมชนเชียงดาว หากเป็นเครื่องยืนยันว่าเมื่อกติกาและแรงจูงใจถูกออกแบบให้เป็นธรรม คาร์บอนเครดิตก็จะกลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างป่าที่สมบูรณ์ สังคมที่เท่าเทียม และเศรษฐกิจที่ยั่งยืน จนก่อให้เกิด Total Well-being ได้อย่างแท้จริง

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โชว์เคสความยั่งยืน ผ่านนิทรรศการและผลิตภัณฑ์ ที่ NEXTOPIA เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย หฤษฏ์ ลักษณะโยธิน เกิดทิพย์ (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร เปิดพื้นที่สุดเอ็กซ์คลูซีฟ “สุดแห่งประสบการณ์ความยั่งยืน” ถ่ายทอดแนวคิดการทำงานด้านความยั่งยืนในทุกมิติ ผ่านนิทรรศการ “เส้นทางแม่ฟ้าหลวง” ย้อนรอยจุดเริ่มต้นกว่าจะมาเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนของประเทศ พร้อมต่อ ยอดแนวคิดผ่านผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ธุรกิจเพื่อสังคม ดอยตุง อาทิ กาแฟ แมคคาเดเมีย หัตถกรรมผ้าทอมือ และเครื่องปั้นดินเผา เป็นต้น โดยมี เพ็ญสุภา คชเสนี (ที่ 2 จากขวา) ฐิติพงษ์ ล้อประเสริฐ (ซ้ายสุด) และชัชชฎา ก้องธรนินทร์ (ที่ 3 จากขวา) ร่วมงาน ณ แม่ฟ้าหลวง ป๊อปอัพ โซน NEXTOPIA ชั้น 5A สยามพารากอน เมื่อวันก่อน